สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้จะพาทุกคนมาเจาะลึกเรื่อง “Flexitarian Diet” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตสุดๆ ในบ้านเราตอนนี้เลยค่ะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าเป็นการกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น ใช่เลยค่ะ!
มันคือการที่เราเน้นทานพืชผักเป็นหลัก แต่ก็ยังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ต้องหักดิบจนเครียด บอกตามตรงว่าตั้งแต่ฉันลองปรับมากินแนวนี้ ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ ทั้งรู้สึกสดชื่น มีพลังงาน และสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือมันเป็นวิธีที่เราจะได้ดูแลทั้งตัวเองและโลกไปพร้อมๆ กันด้วยนะ เพราะการลดเนื้อสัตว์ลงนิดหน่อยก็ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากเลยทีเดียวค่ะ แต่การจะกิน Flexitarian ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่แค่ลดเนื้อแล้วจบนะคะ เราต้องใส่ใจเรื่องสารอาหารให้ครบถ้วนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญบางอย่างไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะ B12 ธาตุเหล็ก หรือโอเมก้า 3 เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ เพราะเราจะมาดูกันอย่างละเอียดว่าสารอาหารสำคัญอะไรบ้างที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้การกิน Flexitarian ของเรามีทั้งความสุขและสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรน่ารู้บ้าง!
เติมพลังให้ชีวิต: สารอาหารสำคัญที่ชาว Flexitarian ต้องไม่พลาด!

วิตามิน B12: ตัวช่วยสำคัญที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้
เพื่อนๆ ที่กำลังลองกินแบบ Flexitarian หรือทานพืชเป็นหลัก อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าวิตามิน B12 เป็นสารอาหารที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเจ้าวิตามินตัวนี้ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ แถมยังพบมากในอาหารจากสัตว์เสียส่วนใหญ่ นี่แหละค่ะคือความท้าทาย!
วิตามิน B12 สำคัญต่อร่างกายเรามากๆ นะคะ มันมีบทบาทในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานได้ปกติ แถมยังช่วยให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียง่ายอีกด้วย ถ้าขาดไปนานๆ อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ผิวซีด หรือมีปัญหาชาตามปลายมือปลายเท้าได้เลยนะ ฉันเองก็เคยรู้สึกงงๆ ว่าจะหา B12 จากไหนดีตอนเริ่มแรกๆ แต่พอได้ศึกษาจริงๆ จังๆ ก็พบว่ามีหลายวิธีให้เราเลือกเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลไปนะ!
หา B12 จากไหนดีเมื่อลดเนื้อสัตว์ลง?
สำหรับชาว Flexitarian อย่างเราๆ ที่ยังสามารถทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้บ้าง เช่น ไข่ หรือนม ก็สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะอาหารเหล่านี้ก็มีวิตามิน B12 อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเราเน้น Plant-based มากขึ้น ก็ต้องมองหาแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมค่ะ เช่น สาหร่ายนี่แหละค่ะตัวเด็ด!
งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าสาหร่ายเป็นแหล่ง B12 ที่ดีเยี่ยมเลยนะ เราสามารถเอามาทานคู่กับมื้ออาหารได้ง่ายๆ เลยค่ะ แต่ต้องเลือกแบบที่ไม่ได้ทอดกรอบจนอมน้ำมันเยอะๆ นะคะ ไม่งั้นอาจจะได้ไขมันเข้ามาแทน B12 แทนได้ นอกจากนี้ ยังมีอาหารเสริมวิตามิน B12 ที่เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่กังวลว่าจะได้รับไม่พอ หรือจะเป็นพวกนมถั่วเหลือง ซีเรียลอาหารเช้า หรือเทมเป้ที่เสริมวิตามิน B12 ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ ใครที่ไม่แน่ใจ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูนะคะ เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายเราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจริงๆ
เติมพลังเหล็กให้ร่างกาย: สารอาหารที่ไม่ควรมองข้าม
ทำไมธาตุเหล็กถึงสำคัญกับชาว Flexitarian?
พอเราลดการบริโภคเนื้อแดงลง ธาตุเหล็กก็เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่เราต้องหันมาใส่ใจเป็นพิเศษค่ะ เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เรามีพลังงาน ไม่เหนื่อยง่าย และยังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ถ้าขาดธาตุเหล็กมากๆ ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ซึ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เวียนหัว หรือผิวซีดได้เลยนะ ฉันเองก็เคยมีช่วงที่รู้สึกเพลียๆ ง่ายๆ พอไปตรวจก็พบว่าธาตุเหล็กต่ำนิดหน่อย ตั้งแต่นั้นมาก็เลยต้องใส่ใจหาอาหารที่มีธาตุเหล็กจากพืชมาทานเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเลยค่ะ
แหล่งธาตุเหล็กจากพืชที่คุณอาจไม่เคยรู้
โชคดีที่บ้านเรามีพืชผักหลากหลายชนิดที่มีธาตุเหล็กสูงที่เราสามารถหามาทานได้ง่ายๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียวเข้มอย่างผักโขม คะน้า เคล หรือตำลึง พวกฟักทองและเมล็ดฟักทองก็เป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดีเช่นกัน มะเขือเทศก็มีธาตุเหล็กนะ โดยเฉพาะมะเขือเทศที่ทำให้สุกหรือเข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังมีถั่วต่างๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแดง หรือเต้าหู้ และธัญพืชต่างๆ อีกด้วย การทานอาหารเหล่านี้ควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม หรือมะนาว จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นไปอีกนะคะ!
ลองจัดเมนูที่มีผักและผลไม้เหล่านี้ในแต่ละมื้อดูนะคะ รับรองว่าร่างกายได้รับธาตุเหล็กเพียงพอแน่นอน
โอเมก้า 3: ไขมันดีที่ขาดไม่ได้สำหรับหัวใจและสมอง
ไขมันดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
พูดถึงไขมัน หลายคนอาจจะกลัว แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ! ไขมันบางชนิดนี่แหละที่สำคัญต่อร่างกายมากๆ โดยเฉพาะโอเมก้า 3 ที่ถือเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เจ้าโอเมก้า 3 เนี่ยมีประโยชน์เหลือเชื่อ ทั้งช่วยบำรุงสมอง หัวใจ และช่วยลดการอักเสบในร่างกาย พอเราลดการทานปลาทะเลลงบ้างตามสไตล์ Flexitarian ก็อาจจะกังวลว่าจะได้รับโอเมก้า 3 ไม่พอใช่ไหมคะ แต่ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะมีแหล่งโอเมก้า 3 จากพืชให้เราเลือกทานเยอะแยะเลย
ทางเลือกโอเมก้า 3 จากพืช
แหล่งโอเมก้า 3 จากพืชที่โดดเด่นและหาได้ง่ายในบ้านเราก็คือ เมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดเจียค่ะ ฉันชอบโรยเมล็ดเจียในโยเกิร์ตตอนเช้า หรือผสมเมล็ดแฟลกซ์ในสมูทตี้ คือมันง่ายและได้ประโยชน์มากๆ เลยนะ นอกจากนี้ วอลนัทก็เป็นถั่วอีกชนิดที่มีโอเมก้า 3 สูง ทานเป็นของว่างก็อร่อย หรือจะใส่ในสลัดก็ได้ ส่วนผักใบเขียวอย่างผักโขม หรือกะหล่ำดาวก็มีโอเมก้า 3 เหมือนกันนะ ที่สำคัญคือสาหร่ายค่ะ!
สาหร่ายหลายชนิดมีทั้ง EPA และ DHA ซึ่งเป็นโอเมก้า 3 ชนิดที่สำคัญต่อร่างกายโดยตรงเลย จะทานสาหร่ายอบกรอบแบบไม่ปรุงรสเยอะ หรือสาหร่ายที่ใช้ทำซุปมิโซะ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีค่ะ
พลังโปรตีนจากพืช: สร้างกล้ามเนื้อและอิ่มนาน
โปรตีนไม่ขาด แม้ไม่เน้นเนื้อสัตว์
หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะเอาโปรตีนจากไหนมาสร้างกล้ามเนื้อหรือให้อิ่มท้องได้นานๆ ใช่ไหมคะ? อันนี้เป็นความเข้าใจผิดเลยค่ะ! ในฐานะ Flexitarian เรามีแหล่งโปรตีนจากพืชให้เลือกทานเยอะแยะมากมาย ไม่แพ้โปรตีนจากสัตว์เลยนะ โปรตีนสำคัญต่อร่างกายเราทุกส่วน ทั้งการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกัน และยังช่วยให้เรารู้สึกอิ่มนาน ลดการกินจุบจิบได้ดีเลยค่ะ ฉันเองพอหันมาเน้นโปรตีนจากพืช ก็รู้สึกว่าระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วยนะ แถมยังรู้สึกตัวเบา สบายท้องมากๆ เลยค่ะ
สุดยอดแหล่งโปรตีนจากพืชที่ต้องมีติดบ้าน
พวกถั่วต่างๆ ทั้งถั่วเหลือง เต้าหู้ เทมเป้ ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือถั่วเลนทิลนี่แหละค่ะคือฮีโร่ของเรา เต้าหู้เอามาทำได้หลากหลายเมนูมากๆ ทั้งผัด ทอด ต้ม หรือยำก็ได้หมด ส่วนเทมเป้ก็นำมาหมักแล้วทำเป็นสเต๊ก หรือใส่ในแกงก็ได้รสชาติที่อร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์เลยค่ะ นอกจากนี้ ธัญพืชเต็มเมล็ดอย่างควินัว ข้าวกล้อง หรือข้าวโอ๊ตก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน และยังมีผลิตภัณฑ์จากพืชที่ทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ (Plant-based meat) ที่กำลังเป็นที่นิยมมากๆ ในบ้านเราตอนนี้ด้วย หาซื้อง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปเลยค่ะ ฉันเองก็ลองมาหลายยี่ห้อแล้ว ต้องบอกว่าบางยี่ห้อนี่ทำได้เหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ จนตกใจเลยนะ สะดวกมากๆ สำหรับวันที่อยากทานอะไรที่เหมือนเนื้อสัตว์แต่ไม่อยากเบียดเบียนโลกค่ะ
จัดเต็มตาราง Flexitarian Diet: สร้างสมดุลให้ทุกมื้อ

การวางแผนคือหัวใจสำคัญ
การกิน Flexitarian ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่แค่เลือกทานอาหารดีๆ แต่ต้องรู้จักวางแผนมื้ออาหารให้สมดุลและหลากหลายด้วยค่ะ แรกๆ ฉันก็มีพลาดบ้างนะ บางทีก็ทานแต่เมนูเดิมๆ ซ้ำๆ จนเบื่อ หรือรู้สึกว่าร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบ แต่พอเริ่มจัดตารางอาหารดีๆ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะกินอะไรดีในแต่ละมื้อ แถมยังช่วยควบคุมงบประมาณและลดปริมาณขยะอาหารได้ด้วยนะ การวางแผนที่ดีจะช่วยให้เราไม่กลับไปกินแบบเดิมๆ เพราะมันเคร่งครัดเกินไปค่ะ
ไอเดียเมนู Flexitarian แสนอร่อยและทำง่าย
สำหรับเมนู Flexitarian นั้นยืดหยุ่นมากๆ เลยค่ะ เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบและความสะดวก แต่หลักๆ คือเน้นผัก ผลไม้ และโปรตีนจากพืชเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยเนื้อสัตว์บางมื้อ ลองดูตารางคร่าวๆ ที่ฉันทำมาให้เป็นไอเดียนะคะ
| มื้ออาหาร | เมนู Flexitarian แนะนำ | ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| เช้า | ข้าวโอ๊ตใส่ผลไม้สดและเมล็ดเจีย / โยเกิร์ต Plant-based กับผลไม้และวอลนัท | เริ่มต้นวันด้วยไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช ทำให้อิ่มนานและมีพลังงานตลอดเช้า |
| กลางวัน | สลัดเต้าหู้ย่างกับผักรวม / ข้าวกล้องผัดผักใส่เทมเป้ | เน้นโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เพิ่มผักหลากหลายสีสัน |
| เย็น | แกงส้มผักรวมใส่ปลาเล็กน้อย / ผัดผักน้ำมันหอยเห็ดรวมกับข้าวกล้อง | มื้อเย็นเบาๆ เน้นผักและโปรตีนย่อยง่าย อาจมีเนื้อปลาบ้างเป็นครั้งคราว |
| ของว่าง | ผลไม้สด / ถั่วเปลือกแข็ง / เผือกนึ่ง / เต้าหู้นมสด | เลือกของว่างที่มีประโยชน์ ไม่ปรุงแต่งเยอะ |
ลองปรับเปลี่ยนเมนูเหล่านี้ให้เข้ากับวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นของเรานะคะ อย่างของไทยเรามีผักพื้นบ้านเยอะแยะเลยค่ะ ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพมากๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องกิน: ประโยชน์รอบด้านของ Flexitarian Diet
สุขภาพกายและใจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้ว การกินแบบ Flexitarian ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของเราในหลายๆ ด้านเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ ช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น เพราะอาหารจากพืชส่วนใหญ่มีแคลอรี่ต่ำแต่มีไฟเบอร์สูง ทำให้เราอิ่มนานขึ้น ตั้งแต่ฉันเริ่มกินแนวนี้ก็รู้สึกตัวเบาลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ที่สำคัญคือมันช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และแม้กระทั่งโรคมะเร็งบางชนิดด้วยนะคะ การกินแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกสดชื่น มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้นจริงๆ
ดีต่อโลก ดีต่อสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันหลงรัก Flexitarian Diet ก็คือ มันเป็นวิถีที่ช่วยดูแลโลกของเราได้ด้วยค่ะ อุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การที่เราลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงแม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากเลยทีเดียว ฉันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เลือกทานอาหารจากพืช เพราะรู้ว่ากำลังทำสิ่งดีๆ ให้กับทั้งตัวเองและโลกไปพร้อมๆ กัน มันเหมือนกับการได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ค่ะ
เคล็ดลับปรับตัวสู่ Flexitarian อย่างมีความสุขและยั่งยืน
เริ่มทีละนิด ไม่ต้องหักดิบ
สำหรับใครที่สนใจอยากลองปรับมากิน Flexitarian Diet ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องหักดิบหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมดในทันทีนะคะ เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า “Flexible” หรือยืดหยุ่นได้นั่นเองค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการค่อยๆ ลดเนื้อสัตว์ลงทีละมื้อ เช่น จากที่เคยทานเนื้อสัตว์ทุกมื้อ ก็ลองเปลี่ยนมาทานมื้อกลางวันเป็นอาหารมังสวิรัติ หรือบางวันก็งดเนื้อสัตว์ไปเลยสักวันสองวัน พอเริ่มชินแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนมื้อที่เน้นพืชผักมากขึ้นเรื่อยๆ การทำแบบนี้จะทำให้ร่างกายของเราปรับตัวได้ง่ายขึ้น และไม่รู้สึกกดดันจนเกินไปค่ะ
สนุกกับการค้นพบเมนูใหม่ๆ
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการเปิดใจลองเมนูใหม่ๆ ค่ะ อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่เมนูเดิมๆ ลองเข้าครัวทำอาหารเอง หรือหาร้านอาหาร Flexitarian หรือ Plant-based อร่อยๆ ที่มีให้เลือกเยอะแยะมากมายในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ของไทย อย่างของไทยเราเองก็มีเมนูมังสวิรัติอร่อยๆ เยอะมากเลยนะ เช่น ผัดไทยมังสวิรัติ แกงเขียวหวานมังสวิรัติ หรือต้มยำเห็ดรวม การได้ลองอะไรใหม่ๆ จะช่วยให้การกิน Flexitarian ของเราไม่น่าเบื่อ และยังได้ค้นพบรสชาติอร่อยๆ ที่ไม่เคยลองมาก่อนด้วยค่ะ ฉันเองก็ชอบไปเดินตลาดสดหาผักผลไม้แปลกๆ มาลองทำเมนูใหม่ๆ สนุกมากๆ เลยค่ะ และที่สำคัญคือ ถ้าวันไหนอยากทานเนื้อสัตว์ขึ้นมาจริงๆ ก็ทานได้เลยค่ะ ไม่ต้องรู้สึกผิดนะ ขอแค่ส่วนใหญ่เรายังคงเน้นอาหารจากพืชเป็นหลักก็พอแล้วค่ะ
สรุปส่งท้าย
ท้ายที่สุดนี้ ฉันหวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เพื่อนๆ ที่กำลังสนใจการกินแบบ Flexitarian ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การปรับเปลี่ยนวิถีการกินไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แค่เราเปิดใจและค่อยๆ เริ่ม ก็สามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตัวเองและยังช่วยดูแลโลกของเราได้อีกด้วยค่ะ อย่าลืมนำเคล็ดลับและข้อมูลดีๆ ที่ฉันแบ่งปันไปปรับใช้กันดูนะคะ แล้วคุณจะหลงรักการกินแบบนี้อย่างแน่นอน
ข้อมูลดีๆ ที่ควรรู้
1. การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และช่วยลำเลียงสารอาหารไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเราทานไฟเบอร์จากพืชเยอะๆ การดื่มน้ำจะช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
2. ลองใช้ผักพื้นบ้านของไทย เช่น ใบเหลียง, มะรุม, หรือสะเดา ในเมนู Flexitarian ของคุณ เพราะผักเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น แถมยังหาซื้อง่ายและมีราคาไม่แพงอีกด้วย ช่วยเพิ่มความหลากหลายและได้คุณค่าทางโภชนาการแบบไทยๆ
3. การเตรียมอาหารล่วงหน้า (Meal Prep) เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมที่จะช่วยให้การกิน Flexitarian เป็นเรื่องง่ายขึ้น ลองเตรียมวัตถุดิบหรือปรุงอาหารไว้ล่วงหน้าสำหรับ 2-3 วัน จะช่วยประหยัดเวลาและมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ต้องการในแต่ละมื้อโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือทำอาหารบ่อยๆ
4. สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังร่างกายของคุณเอง หากรู้สึกว่าสารอาหารบางอย่างยังไม่เพียงพอ หรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง และปรับแผนการกินให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
5. เข้าร่วมกลุ่มหรือชุมชนออนไลน์ของชาว Flexitarian ในประเทศไทย คุณจะได้แลกเปลี่ยนสูตรอาหาร เคล็ดลับ และประสบการณ์ดีๆ กับคนที่มีความสนใจคล้ายกัน ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและทำให้การเดินทางสายสุขภาพของคุณสนุกยิ่งขึ้น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและมีกำลังใจในการทำต่อไป
ประเด็นสำคัญที่ห้ามพลาด
จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่าการกินแบบ Flexitarian เป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกายของเรา ตั้งแต่การได้รับวิตามิน B12, ธาตุเหล็ก, โอเมก้า 3 และโปรตีนจากพืชอย่างครบถ้วน ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพโดยรวม ทำให้เรามีพลังงาน ไม่ป่วยง่าย และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย หัวใจสำคัญคือการค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เรียนรู้ และสนุกไปกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ดีต่อสุขภาพของเรานะคะ ไม่ต้องเคร่งครัดจนเกินไป แต่ให้เน้นความสม่ำเสมอและความหลากหลายของอาหารจากพืชเป็นหลัก และเสริมด้วยผลิตภัณฑ์จากสัตว์บ้างตามความเหมาะสม แค่นี้คุณก็สามารถเป็นชาว Flexitarian ที่มีความสุขและสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนแล้วค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: Flexitarian Diet แตกต่างจากมังสวิรัติหรือวีแกนอย่างไรคะ แล้วถ้าอยากเริ่มเน้นกินแบบนี้ เราจะเริ่มต้นยังไงให้ไม่รู้สึกว่ายากเกินไป?
ตอบ: โอ้โห คำถามนี้หลายคนสงสัยแน่นอนค่ะ! Flexitarian Diet คือการกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นจริงๆ ค่ะ คือเราจะเน้นการทานพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนจากพืชเป็นหลักเลย แต่ไม่ต้องหักดิบเหมือนมังสวิรัติ 100% หรือวีแกนนะคะ เรายังสามารถทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้บ้างในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ว่าจะเป็นปลา เนื้อไก่ นม หรือไข่ค่ะ แตกต่างจากมังสวิรัติหรือวีแกนที่งดเนื้อสัตว์ทุกชนิดหรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งหมดเลยค่ะจากประสบการณ์ของฉันเองตอนที่เริ่มปรับมากินแนวนี้ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ เคล็ดลับคือให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องกดดันตัวเองนะคะ ลองเริ่มจากการมี “วันไร้เนื้อสัตว์” สัปดาห์ละ 2-3 วันก่อนก็ได้ค่ะ หรือลองเปลี่ยนเนื้อสัตว์ในเมนูโปรดของเราบางอย่างเป็นโปรตีนจากพืชดู เช่น สั่งผัดกะเพราเต้าหู้แทนกะเพราหมูสับ หรือลองทำแกงเขียวหวานผักใส่เห็ดเยอะๆ แทนเนื้อไก่ดูค่ะ พอเริ่มชินแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนมื้อที่เน้นพืชผักมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกทรมาน และยังคงมีความสุขกับการกินอยู่ค่ะ
ถาม: เวลาเรากินแบบ Flexitarian แล้วกลัวว่าจะขาดสารอาหารสำคัญๆ อย่างวิตามิน B12, ธาตุเหล็ก หรือโอเมก้า 3 ที่มักจะอยู่ในเนื้อสัตว์ เราจะหาจากไหนได้บ้างคะในอาหารไทยที่เรากินกันอยู่ทุกวัน?
ตอบ: เป็นห่วงเรื่องสารอาหารนี่ดีมากๆ เลยค่ะ! เพราะแม้จะเน้นพืชเป็นหลัก แต่เราก็ต้องใส่ใจไม่ให้ขาดสารอาหารสำคัญๆ เหล่านี้จริงๆ ค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะในอาหารไทยและวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ ในบ้านเราก็มีแหล่งของสารอาหารเหล่านี้อยู่บ้างค่ะสำหรับวิตามิน B12 เป็นสารอาหารที่ท้าทายสำหรับชาว Flexitarian และวีแกนจริงๆ เพราะส่วนใหญ่จะพบในเนื้อสัตว์ แต่เราก็ยังพอหาได้จากอาหารบางชนิดที่เสริมวิตามิน B12 เช่น นมจากพืช (นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์) หรือธัญพืชอาหารเช้าที่เสริมวิตามิน ถ้ายังไม่มั่นใจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาอาหารเสริมวิตามิน B12 ก็เป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยและช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนค่ะส่วนธาตุเหล็ก หาไม่ยากเลยค่ะ!
ในผักใบเขียวเข้มหลายชนิดที่คนไทยเรานิยมทานกัน เช่น ผักโขม คะน้า ตำลึง หรือถั่วต่างๆ อย่างถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ก็มีธาตุเหล็กสูงค่ะ เคล็ดลับเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชคือ ทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ หรือน้ำพริกผักสดกับมะนาวเยอะๆ ก็ช่วยได้ดีเลยค่ะสุดท้ายคือโอเมก้า 3 ที่มักจะคิดว่าต้องมาจากปลาทะเลเท่านั้น!
จริงๆ แล้วพืชผักหลายชนิดก็มีโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้กันเลยนะคะ เช่น เมล็ดเจีย เมล็ดแฟล็กซ์ วอลนัท หรือผักพื้นบ้านอย่างผักโขม กะหล่ำดาว และบรอกโคลีก็เป็นแหล่งที่ดีเช่นกันค่ะ ฉันเองชอบเอาเมล็ดเจียไปใส่ในสมูทตี้ หรือโรยบนโยเกิร์ตตอนเช้าค่ะ ง่ายมากๆ เลย
ถาม: เวลาไปกินข้าวนอกบ้านกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว โดยเฉพาะอาหารไทยที่เน้นเนื้อเยอะๆ เราจะยังกิน Flexitarian ได้อยู่ไหมคะ แล้วต้องทำยังไงถึงจะไม่รู้สึกอึดอัดหรือเป็นภาระคนอื่น?
ตอบ: ปัญหาโลกแตกของชาว Flexitarian เลยค่ะเรื่องกินข้าวนอกบ้าน! แต่บอกเลยว่าทำได้สบายมากค่ะ! จากประสบการณ์ของฉันนะ ตอนแรกๆ ก็กังวลเหมือนกันค่ะ กลัวเพื่อนจะลำบาก แต่พอได้ลองทำจริงๆ ก็ไม่ยากเลยสิ่งที่ฉันทำบ่อยๆ คือ พยายามเลือกสั่งเมนูที่มีผักเยอะๆ ค่ะ อย่างเช่น สั่งผัดผักรวมมิตร แกงเลียง หรือส้มตำที่ไม่ใส่ปลาร้าหรือไม่ใส่กุ้งแห้ง (ถ้าที่ร้านทำได้) หรือถ้าเป็นอาหารจานเดียว ลองถามดูว่าสามารถเปลี่ยนเนื้อสัตว์เป็นเต้าหู้ หรือเพิ่มผักได้ไหม อาหารไทยหลายอย่างปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่าที่คิดนะคะที่สำคัญคือการสื่อสารค่ะ!
อธิบายให้เพื่อนหรือครอบครัวฟังแบบสบายๆ ว่าเรากำลังปรับมากินแบบเน้นผักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าต้องเคร่งครัดจนทานอะไรไม่ได้เลย บอกพวกเขาว่าเรายังทานร่วมโต๊ะกับพวกเขาได้ปกติ แค่อาจจะเลือกเมนูที่เหมาะกับเราหน่อย ส่วนใหญ่แล้วคนรอบข้างจะเข้าใจและให้ความร่วมมือดีค่ะ บางทีอาจจะได้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มด้วยซ้ำ!
ลองเสนอเมนูผักอร่อยๆ ให้ทุกคนได้ลองชิมด้วยกันก็ได้ค่ะ จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ แทน แค่นี้การกินข้าวนอกบ้านก็เป็นเรื่องสนุกและอร่อยได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ!






