ควบคุมน้ำตาลแบบ Flexitarian: 5 เคล็ดลับกินอร่อย สุขภาพดี ไม่ต้องอด!

webmaster

플렉시테리언 식단에서의 설탕 소비 조절 - **Prompt:** A vibrant, realistic photograph set in a brightly lit modern Thai supermarket. A thought...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวรักสุขภาพทุกคน! วันนี้ฟ้าใสมีเรื่องสำคัญและใกล้ตัวมากๆ มาคุยกันอีกแล้วนะคะ ใครที่กำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน หรือกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมาเป็นแนว Flexitarian Diet ที่ยืดหยุ่นสบายๆ ไม่เคร่งครัดจนเกินไปบ้างคะ?

플렉시테리언 식단에서의 설탕 소비 조절 관련 이미지 1

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาที่ว่า พอเริ่มกินคลีนหรือพยายามลดเนื้อสัตว์แล้ว แต่กลับเผลอไปติดกับดักความหวานจากน้ำตาลแบบไม่รู้ตัวใช่ไหมล่ะคะ? ฟ้าใสเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เคยรู้สึกว่าทำไมควบคุมน้ำตาลยากจัง ทั้งที่พยายามเลือกกินผัก ผลไม้เยอะแล้วนะ แต่ความอยากของหวานก็ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เสมอเลย ยิ่งสมัยนี้น้ำตาลแฝงอยู่ในอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวันเยอะมากๆ เลยเนอะ บางทีเราก็นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่เรากินอยู่มีน้ำตาลสูงขนาดไหน และมันส่งผลร้ายต่อสุขภาพระยะยาวมากกว่าที่เราคิด ทั้งเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งกระฉูด น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือแม้กระทั่งอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็เกี่ยวข้องกับการกินน้ำตาลเกินขนาดทั้งนั้นค่ะแล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ ในเมื่อเราก็อยากกินของอร่อยๆ แต่อีกใจก็อยากดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพมาแรงแบบนี้ การเข้าใจและจัดการกับปริมาณน้ำตาลในอาหารจึงสำคัญมากๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวด้วย วันนี้ฟ้าใสจะมาแชร์ประสบการณ์และเคล็ดลับที่ใช้งานได้จริงว่าทำยังไงให้เรายังคงสนุกกับ Flexitarian Diet ได้เต็มที่ พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องทรมานตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

เปิดโปงน้ำตาลแฝง: ทำไมอาหารที่ดูดีถึงมีน้ำตาลซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คิด?

เชื่อไหมคะว่าบางทีอาหารที่เราคิดว่า “เฮลตี้” หรือ “คลีน” เนี่ยแหละ กลับมีน้ำตาลแฝงอยู่แบบที่เราคาดไม่ถึงเลยค่ะ ฟ้าใสเองก็เคยเป็นค่ะ สมัยก่อนชอบซื้อโยเกิร์ตไขมันต่ำมาทาน คิดว่าดีต่อสุขภาพแน่ๆ แถมยังเป็นของว่างที่รู้สึกเบาๆ สบายท้อง แต่พอได้ลองพลิกฉลากดูเท่านั้นแหละ ตกใจเลยค่ะ!

น้ำตาลเยอะมากกกก บางยี่ห้อมีน้ำตาลไม่ต่างจากกินขนมหวานเลยด้วยซ้ำ หรืออย่างน้ำผลไม้ 100% ที่หลายคนเข้าใจว่าดื่มแล้วสดชื่น ได้วิตามินเต็มๆ แต่รู้ไหมคะว่าน้ำตาลจากผลไม้ที่ถูกคั้นออกมาก็ยังสูงอยู่ดี แถมยังขาดใยอาหารสำคัญที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเหมือนเวลาเรากินผลไม้สดๆ ด้วยนะ ส่วนกราโนล่าหรือซีเรียลบางชนิดที่โฆษณาว่าเป็นอาหารเช้าสำหรับคนรักสุขภาพ พออ่านส่วนประกอบดีๆ ก็เจอว่ามีน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม หรือน้ำตาลชนิดอื่นๆ เป็นส่วนผสมหลักๆ เลยก็มีค่ะ การไม่รู้เรื่องนี้ทำให้เราเผลอบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็นไปโดยไม่ตั้งใจ และมันส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้จริงๆ ค่ะ ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้นลงไม่คงที่ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย หิวบ่อย และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ ได้ในอนาคต ดังนั้นการที่เราหันมาสนใจและเรียนรู้ที่จะ “มองเห็น” น้ำตาลที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากๆ ในการดูแลสุขภาพและควบคุมอาหารแนว Flexitarian ของเราให้มีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ ไม่ยากอย่างที่คิด แค่ต้องใส่ใจและสังเกตมากขึ้นอีกนิดเดียวเท่านั้นเอง!

โยเกิร์ตไขมันต่ำไม่ได้แปลว่าไร้น้ำตาล

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับโยเกิร์ตไขมันต่ำที่วางขายเกลื่อนตามซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นอาหารคลีนที่เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้ว โยเกิร์ตเหล่านี้มักจะถูกเติมน้ำตาลเข้าไปเยอะมากเพื่อชดเชยรสชาติที่หายไปจากการลดไขมันค่ะ ลองนึกถึงโยเกิร์ตรสผลไม้ที่หวานเจี๊ยบดูสิคะ นั่นแหละตัวการเลย!

ถ้าอยากกินโยเกิร์ตให้ดีต่อสุขภาพจริงๆ ฟ้าใสแนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไม่ใส่น้ำตาล แล้วค่อยเติมผลไม้สดหรือธัญพืชที่เราชอบเข้าไปเอง แบบนี้เราจะควบคุมปริมาณน้ำตาลได้ง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ และยังได้ประโยชน์จากใยอาหารและวิตามินต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วยนะ

น้ำผลไม้ 100% ก็ต้องระวัง

แม้ว่าน้ำผลไม้ 100% จะมาจากธรรมชาติ แต่กระบวนการคั้นน้ำผลไม้ส่วนใหญ่มักจะแยกกากใยออกไป ทำให้เราได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณที่สูงมากในคราวเดียวโดยไม่มีใยอาหารมาช่วยชะลอการดูดซึม ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ ถ้าอยากได้วิตามินจากผลไม้จริงๆ ฟ้าใสแนะนำให้กินผลไม้สดทั้งลูกจะดีกว่ามากๆ เลยค่ะ เพราะเราจะได้ใยอาหารครบถ้วน ช่วยให้อิ่มนานขึ้นและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่า หรือถ้าอยากดื่มน้ำผลไม้จริงๆ ลองทำเองที่บ้านโดยใช้ผักผลไม้รวมกัน ไม่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม จะได้ประโยชน์และสดชื่นกว่าเยอะเลยค่ะ

สารให้ความหวานทางเลือก: เพื่อนซี้คนใหม่ของสาย Flexitarian

พอเรารู้ว่าน้ำตาลในอาหารหลายๆ อย่างสูงเกินไป ก็อาจจะรู้สึกท้อแท้กันบ้างใช่ไหมคะ โดยเฉพาะสาย Flexitarian ที่ยังอยากอร่อยกับอาหารหลากหลาย ไม่ได้อยากตัดขาดความหวานไปซะทีเดียว ฟ้าใสเองก็เป็นค่ะ เคยลองหักดิบไม่กินน้ำตาลเลย ผลสุดท้ายคือตบะแตก กินหนักกว่าเดิมอีก!

นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฟ้าใสเริ่มศึกษาเรื่องสารให้ความหวานทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งบอกเลยว่าตอนนี้มีให้เลือกเยอะมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่สารให้ความหวานจากธรรมชาติไปจนถึงสารสังเคราะห์ ที่สำคัญคือบางชนิดให้ความหวานแต่ให้พลังงานน้อยมากหรือไม่ให้เลย ทำให้เรายังคงเพลิดเพลินกับรสชาติหวานๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี่หรือระดับน้ำตาลในเลือดมากนัก ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลองใช้มาหลายแบบ ต้องบอกว่าแต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อเสียและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ต่างกันไปค่ะ อย่างบางตัวเหมาะกับการใส่ในเครื่องดื่มเย็นๆ บางตัวเหมาะกับการนำไปทำขนมอบ เพราะทนความร้อนได้ดี สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้และทดลองหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราเองค่ะ เพราะร่างกายของแต่ละคนก็ตอบสนองต่อสารให้ความหวานแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน การมีสารให้ความหวานทางเลือกเหล่านี้อยู่ในครัว ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเราเป็นไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนมากขึ้น ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องอด ต้องทรมาน แค่เปลี่ยนมาเลือกสิ่งที่ดีกับสุขภาพเรามากขึ้นเท่านั้นเองค่ะ

Advertisement

สำรวจสารให้ความหวานจากธรรมชาติ

สารให้ความหวานจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ก็คือ สตีเวีย (Stevia) และ หญ้าหวาน ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชที่ให้ความหวานได้มากกว่าน้ำตาลหลายร้อยเท่า แต่ไม่มีแคลอรี่หรือไม่ให้พลังงานเลยค่ะ ฟ้าใสเองก็ใช้สตีเวียบ่อยมากเวลาชงกาแฟ หรือทำขนมบางอย่างที่ต้องการความหวานแบบไม่รู้สึกผิด อีกตัวคือ อิริทริทอล (Erythritol) เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่พบได้ในผลไม้บางชนิด ให้ความหวานประมาณ 70% ของน้ำตาล แต่ให้พลังงานน้อยมากๆ และไม่ทำให้ฟันผุด้วยค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสชาติคล้ายน้ำตาลจริงๆ ส่วนอีกอย่างที่หลายคนใช้คือ น้ำผึ้ง หรือน้ำหวานดอกมะพร้าว ซึ่งแม้จะเป็นธรรมชาติแต่ก็ยังมีน้ำตาลและแคลอรี่อยู่บ้าง เพียงแต่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าน้ำตาลทราย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้ากว่าค่ะ

สารให้ความหวานสังเคราะห์: ปลอดภัยจริงไหม?

นอกจากสารให้ความหวานจากธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีสารให้ความหวานสังเคราะห์ เช่น ซูคราโลส (Sucralose), แอสปาร์แตม (Aspartame) หรือ แซคคารีน (Saccharin) ซึ่งให้ความหวานสูงมากและไม่มีแคลอรี่ค่ะ หลายคนอาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่จากการศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากก็ยืนยันว่าสารเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับการบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ อย่างฟ้าใสเองก็เคยใช้บ้างในบางโอกาส แต่จะพยายามไม่ใช้บ่อยนัก เพราะอยากเน้นความธรรมชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้สารให้ความหวานไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไปนะคะ เพราะถึงแม้จะไม่มีแคลอรี่ แต่การที่ลิ้นเรายังรับรสหวานอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะทำให้เรายังติดนิสัยชอบความหวาน และไม่สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้ในระยะยาวค่ะ

เนรมิตเมนูโปรดให้ไร้น้ำตาลแบบไม่ทรมานลิ้น

การที่เราจะลดน้ำตาลในอาหาร ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกินจืดชืด ไร้รสชาติ หรือต้องห้ามตัวเองจากอาหารโปรดไปตลอดชีวิตนะคะ ตรงกันข้ามเลยค่ะ! ฟ้าใสเชื่อว่าเราทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนเมนูโปรดให้กลายเป็นเมนูที่อร่อยและดีต่อสุขภาพได้ โดยที่ไม่ต้องทรมานความอยากเลยสักนิดเดียวค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่พยายามปรับเปลี่ยนสูตรอาหารมาเยอะแยะมากมาย ต้องบอกว่ามันสนุกมากๆ เลยนะคะ เหมือนเราได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ในห้องครัว ทดลองนู่นนี่นั่นเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกใจแต่ไร้น้ำตาล ฟ้าใสเองเป็นคนชอบกินขนมหวานไทยๆ มากๆ แต่พอรู้ว่าน้ำตาลเยอะก็พยายามหาวิธีลด จนตอนนี้สามารถทำขนมไทยบางอย่างที่ใช้น้ำตาลน้อยลง หรือใช้สารให้ความหวานแทนได้แล้วค่ะ แถมรสชาติยังอร่อยไม่แพ้ของเดิมเลยนะ เคล็ดลับสำคัญคือการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ อาจจะค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลงทีละนิดในการปรุงอาหาร หรือลองเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบธรรมชาติอื่นๆ ที่ให้รสหวานโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลทราย เช่น การใช้ความหวานจากผลไม้สุกงอม หรือผักบางชนิดที่ให้รสหวานตามธรรมชาติ การทำอาหารเองที่บ้านทำให้เราควบคุมส่วนผสมได้ 100% เลยค่ะ แถมยังช่วยให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่เรากินมากขึ้นด้วยนะ ไม่ต้องกลัวที่จะทดลอง เพราะบางครั้งการค้นพบใหม่ๆ ในครัวก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอค่ะ

ลดน้ำตาลในอาหารคาว: แค่ชิมก็รู้เรื่อง!

อาหารไทยหลายจานมีรสชาติจัดจ้านและมักจะใส่น้ำตาลเยอะเพื่อความกลมกล่อม แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถลดปริมาณน้ำตาลลงได้ง่ายๆ โดยไม่ทำให้รสชาติแย่ลงเลยค่ะ อย่างเมนูผัดต่างๆ หรือแกงบางชนิด ลองเริ่มจากการลดน้ำตาลลงครึ่งหนึ่งจากสูตรปกติ แล้วค่อยๆ ชิมดูค่ะ ถ้ายังรู้สึกว่าขาดความหวานไปบ้าง อาจจะเติมน้ำตาลเล็กน้อยเพิ่ม หรือลองใช้หอมใหญ่ ผักหวาน หรือแครอท ที่มีรสหวานตามธรรมชาติมาช่วยเพิ่มความกลมกล่อมแทนน้ำตาลทรายค่ะ การใช้เครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ ก็ช่วยดึงรสชาติของอาหารออกมาได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาลเลยนะ หรือถ้าเป็นน้ำจิ้มต่างๆ เช่น น้ำจิ้มซีฟู้ด ลองใช้มะนาวสด พริก กระเทียม และสารให้ความหวานทางเลือกแทนน้ำตาลทรายดูค่ะ จะได้รสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน ที่ครบเครื่องเหมือนเดิมแต่อยู่ในเวอร์ชันที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าค่ะ

ทำขนมหวานแบบไม่รู้สึกผิด

สำหรับคนรักขนมหวานอย่างฟ้าใส การทำขนมเองที่บ้านคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ เราสามารถเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และควบคุมปริมาณน้ำตาลได้เองเลย ลองเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานอย่างสตีเวีย อิริทริทอล หรือหญ้าหวาน ในการทำขนมแทนน้ำตาลทรายดูสิคะ หรือถ้าเป็นขนมที่ใช้ผลไม้เป็นส่วนประกอบหลัก ก็ลองใช้ผลไม้สุกงอมที่มีรสหวานจัด เช่น กล้วยหอมสุก มะม่วงสุก มาเป็นส่วนผสมหลักในการให้ความหวานแทนน้ำตาลค่ะ อย่างเช่น การทำแพนเค้กกล้วยหอมโดยไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม หรือสมูทตี้ที่ใช้ผลไม้รวมปั่นกับนมโดยไม่เติมความหวานเลย ก็อร่อยและดีต่อสุขภาพมากๆ แล้วค่ะ ที่สำคัญคือการค่อยๆ ปรับลิ้นของเราให้คุ้นเคยกับความหวานตามธรรมชาติ จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับอาหารได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องพึ่งพาน้ำตาลมากเท่าเมื่อก่อนค่ะ

กลยุทธ์เด็ด: จัดการความอยากหวานให้อยู่หมัด

ทุกคนเคยเป็นไหมคะ เวลาที่รู้สึกเหนื่อยๆ หรือเครียดๆ สมองเรามันจะสั่งการให้เราอยากกินของหวานขึ้นมาทันทีเลย! ฟ้าใสเองก็เคยเป็นค่ะ บางทีทำงานเพลินๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็รู้สึกอยากหาอะไรหวานๆ เข้าปากซะอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆ ค่ะ แต่ถ้าเราปล่อยให้ความอยากนำทางไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสติ เราก็จะหลุดจากการควบคุมน้ำตาลได้ง่ายๆ เลย จริงๆ แล้วความอยากหวานมันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ด้วยค่ะ พอเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะสามารถหาวิธีจัดการกับมันได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่การหักห้ามใจเฉยๆ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะรู้จักร่างกายและจิตใจของเราเองให้ดีขึ้นค่ะ ฟ้าใสได้ลองผิดลองถูกมาเยอะมาก จนเจอเทคนิคบางอย่างที่ใช้ได้ผลดีกับตัวเองมากๆ เลยค่ะ แล้วอยากจะมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าไม่ยากอย่างที่คิด และยังทำให้เรามีความสุขกับการกินมากขึ้นด้วย ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปค่ะ แค่เรามีสติและรู้เท่าทันความอยากของเรา เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ

กินให้พอดี ไม่ให้หิวจัด

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราโหยหาความหวานคือการปล่อยให้ตัวเองหิวจัดค่ะ เพราะเวลาหิวมากๆ ระดับน้ำตาลในเลือดของเราจะต่ำลง ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วน และมักจะมองหาอาหารที่ให้พลังงานได้เร็ว นั่นก็คือของหวานนั่นเองค่ะ ฟ้าใสเลยพยายามจะกินอาหารมื้อหลักให้ครบถ้วนและสมดุล มีโปรตีน ใยอาหาร และไขมันดีในทุกมื้อ เพื่อให้อิ่มนานขึ้นและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ค่ะ ถ้าหิวระหว่างมื้อ ก็จะเลือกกินของว่างที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้สด ถั่ว หรือโยเกิร์ตไม่ใส่น้ำตาล แทนที่จะหยิบขนมหวานหรือน้ำอัดลมค่ะ การกินอย่างสม่ำเสมอและไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป ช่วยลดความอยากหวานได้อย่างน่าทึ่งเลยนะ

ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ และพักผ่อนให้พอ

บางครั้งความอยากหวานที่เรากำลังรู้สึกอยู่นั้น อาจจะเป็นแค่ร่างกายที่ส่งสัญญาณว่ากำลังกระหายน้ำอยู่ก็ได้ค่ะ! ฟ้าใสเลยพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ ตลอดทั้งวัน พอรู้สึกอยากของหวานเมื่อไหร่ ลองดื่มน้ำเปล่าไปก่อนแก้วใหญ่ๆ บางทีอาการอยากหวานก็หายไปเองค่ะ และอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ เวลาที่เรานอนน้อย ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นความอยากอาหาร และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ที่เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่มลดลง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะอยากกินของหวานและอาหารไม่มีประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนจึงสำคัญมากๆ ในการควบคุมความอยากอาหารและน้ำตาลค่ะ

Advertisement

ฉลาดช้อป: อ่านฉลากอาหารให้เป็น เห็นน้ำตาลที่ซ่อนอยู่

การเดินซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยนี้ บางทีก็รู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกตเลยนะคะ มีผลิตภัณฑ์สุขภาพออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด จนบางทีก็สับสนว่าอันไหนดีจริง อันไหนแค่โฆษณาชวนเชื่อ ฟ้าใสเองก็เคยเป็นค่ะ หยิบๆ วางๆ อยู่นานกว่าจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่าง แต่พอเราเริ่มเข้าใจหลักการอ่านฉลากโภชนาการแล้ว การช้อปปิ้งเพื่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะฉลากอาหารคือข้อมูลสำคัญที่สุดที่จะบอกเราว่าอาหารที่เรากำลังจะซื้อนั้นมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง และมีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่ การรู้ชื่อเรียกต่างๆ ของน้ำตาลที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงน้ำตาลเกินขนาดเลยนะ เพราะผู้ผลิตบางรายอาจจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “น้ำตาล” ตรงๆ แต่ไปใช้ชื่ออื่นแทนที่ก็ให้ความหวานไม่ต่างกันเลยค่ะ ถ้าเราไม่รู้ ก็อาจจะเผลอซื้อมาทานโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังบริโภคน้ำตาลเข้าไปเยอะอยู่ดีค่ะ ดังนั้นก่อนหยิบสินค้าใส่รถเข็นทุกครั้ง ลองใช้เวลาสักนิดพลิกดูฉลากโภชนาการกันหน่อยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราในระยะยาวค่ะ

สารพัดชื่อเรียกของ “น้ำตาล” ที่ต้องระวัง

หลายคนอาจคิดว่าน้ำตาลก็คือน้ำตาล แต่จริงๆ แล้วในฉลากอาหารอาจจะมีชื่อเรียกของน้ำตาลซ่อนอยู่ในหลายรูปแบบเลยค่ะ เพื่อให้เพื่อนๆ ไม่พลาด ฟ้าใสสรุปชื่อเรียกที่พบบ่อยๆ มาให้ดูกันนะคะ

ชื่อเรียกน้ำตาลบนฉลาก คำอธิบายสั้นๆ
ฟรุกโตส (Fructose) น้ำตาลผลไม้ มักพบในน้ำผลไม้และน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง
กลูโคส (Glucose) น้ำตาลเชิงเดี่ยว พบในอาหารแปรรูปหลายชนิด
ซูโครส (Sucrose) น้ำตาลทรายที่เราใช้กันทั่วไป เป็นการรวมกันของกลูโคสและฟรุกโตส
มอลโทส (Maltose) น้ำตาลมอลต์ มักพบในผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและเครื่องดื่มมอลต์
เดกซ์โทรส (Dextrose) อีกชื่อหนึ่งของกลูโคส มักใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
น้ำเชื่อมข้าวโพด (Corn Syrup) น้ำเชื่อมที่ทำจากแป้งข้าวโพด มีทั้งแบบธรรมดาและฟรุกโตสสูง (HFCS)
น้ำผึ้ง (Honey) แม้เป็นธรรมชาติ แต่ก็คือน้ำตาลผสมฟรุกโตสและกลูโคส
น้ำหวานดอกมะพร้าว (Coconut Blossom Nectar) เป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติ แต่ก็ยังเป็นน้ำตาลอยู่ดี
น้ำเชื่อมเมเปิ้ล (Maple Syrup) น้ำเชื่อมจากต้นเมเปิ้ล มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก
น้ำตาลทรายแดง (Brown Sugar) น้ำตาลที่ผ่านการขัดสีน้อยกว่าน้ำตาลทรายขาว แต่ก็ยังเป็นน้ำตาล

เลือกผลิตภัณฑ์ “ไม่เติมน้ำตาล” ดีกว่า “ลดน้ำตาล”

เวลาที่เราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ บนฉลากมักจะมีคำว่า “ลดน้ำตาล” หรือ “ไม่เติมน้ำตาล” ซึ่งสองคำนี้มีความหมายต่างกันมากเลยนะคะ “ลดน้ำตาล” หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นมีน้ำตาลน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ปกติ แต่ก็ยังอาจมีน้ำตาลอยู่เยอะได้ค่ะ ส่วนคำว่า “ไม่เติมน้ำตาล” หรือ “ไม่มีน้ำตาล” หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้มีการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปเลย ซึ่งจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามากๆ ค่ะ แต่ก็ต้องระวังด้วยนะ เพราะบางทีผู้ผลิตอาจจะใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเข้าไปแทน ดังนั้นการอ่านส่วนประกอบให้ละเอียดก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ และอย่าลืมดูปริมาณน้ำตาลต่อหนึ่งหน่วยบริโภคด้วยนะคะ เพราะบางทีแม้จะบอกว่าไม่เติมน้ำตาล แต่ถ้ากินเยอะเกินไปก็อาจจะได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติในปริมาณที่สูงอยู่ดีค่ะ

ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงเมื่อชีวิตนี้ลดน้ำตาลลง

Advertisement

ตอนแรกที่ฟ้าใสเริ่มปรับลดน้ำตาลลง ก็แค่คิดว่าอยากจะสุขภาพดีขึ้น ไม่อ้วนง่าย แต่พอทำไปได้สักพัก สิ่งที่ได้รับกลับมามันมากกว่าที่คิดไว้เยอะมากเลยค่ะ ไม่ได้แค่เรื่องหุ่นดีอย่างเดียวนะ แต่เป็นเรื่องของพลังงานในชีวิตประจำวัน อารมณ์ ความรู้สึกสดชื่น ผิวพรรณ ไปจนถึงการนอนหลับเลยค่ะ บอกเลยว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากๆ ที่ฟ้าใสอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองดูจริงๆ ค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกว่าการลดน้ำตาลเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ต้องอดทน ต้องหักห้ามใจ แต่จากประสบการณ์ของฟ้าใส การที่เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละนิด ให้เวลาร่างกายได้ปรับตัว มันจะทำให้เราไม่รู้สึกทรมานเลยค่ะ และเมื่อเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำต่อไปเองโดยธรรมชาติค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราสามารถตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น มีพลังงานเต็มเปี่ยมตลอดวัน ไม่รู้สึกง่วงซึมหลังอาหาร อารมณ์ดีขึ้น ไม่หงุดหงิดง่าย ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่เงินก็ซื้อไม่ได้นะคะ และทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงแค่เราลดการบริโภคน้ำตาลลงเท่านั้นเองค่ะ มันคุ้มค่ามากๆ กับสุขภาพที่ดีในระยะยาวของเราค่ะ

พลังงานล้นเหลือ ไม่เพลียตอนบ่าย

플렉시테리언 식단에서의 설탕 소비 조절 관련 이미지 2
เมื่อเรากินน้ำตาลมากเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดของเราจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่ามีพลังงานพุ่งปรี๊ดในช่วงแรก แต่ไม่นานก็จะรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงซึม ไม่มีแรง โดยเฉพาะช่วงบ่ายหลังอาหารเที่ยงค่ะ แต่พอฟ้าใสลดน้ำตาลลงอย่างจริงจัง ระดับน้ำตาลในเลือดก็มีความเสถียรมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือสมองเบลออีกต่อไปค่ะ รู้สึกเหมือนได้พลังงานกลับคืนมาเต็มเปี่ยม สามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวันเลยค่ะ

อารมณ์ดี ผิวใส นอนหลับสบาย

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว การลดน้ำตาลยังส่งผลดีต่ออารมณ์และสุขภาพจิตของเราด้วยนะคะ เพราะน้ำตาลสามารถส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่ควบคุมอารมณ์ของเราได้ พอฟ้าใสลดน้ำตาลลง ก็รู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดน้อยลง อารมณ์ดีขึ้น และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นค่ะ แถมเรื่องผิวพรรณก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ผิวใสขึ้น สิวลดลง เพราะน้ำตาลเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย พอเราลดน้ำตาล การอักเสบต่างๆ ก็ลดลงด้วย และที่สำคัญคือการนอนหลับดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นจริงๆ นี่แหละคือการดูแลตัวเองแบบองค์รวมที่ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนักอย่างเดียวค่ะ

จากประสบการณ์จริงของฟ้าใส: เปลี่ยนจาก “สายหวาน” สู่ “สายเฮลตี้” ทำได้แน่นอน!

อยากจะบอกทุกคนจริงๆ ค่ะว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนที่ติดหวานมากๆ มาเป็นคนที่ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้นแบบฟ้าใสเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนเลยนะคะ มันเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ความเข้าใจ อดทน และค่อยๆ ปรับตัวค่ะ สมัยก่อนฟ้าใสเป็นคนชอบกินขนมหวานมาก กินทุกวัน ขาดไม่ได้เลยค่ะ เวลาเครียดๆ ก็ต้องหาอะไรหวานๆ มาเยียวยาจิตใจ ทำให้ช่วงนั้นสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมยังรู้สึกว่าตัวเองควบคุมความอยากอาหารไม่ได้เลย จนวันหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าสุขภาพไม่ไหวแล้วจริงๆ ทั้งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ผิวพรรณที่ดูหมองคล้ำ และความรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา นั่นแหละค่ะคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฟ้าใสตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องดูแลตัวเองอย่างจริงจังเสียที ซึ่งแน่นอนว่าช่วงแรกมันยากมากค่ะ มีหลายครั้งที่เกือบจะตบะแตกไปแล้ว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะหาทางออกที่ไม่ใช่แค่การอด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ทำให้ฟ้าใสสามารถผ่านจุดนั้นมาได้ค่ะ และอยากจะบอกทุกคนว่าถ้าฟ้าใสทำได้ ทุกคนก็ต้องทำได้เหมือนกันค่ะ

เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ไม่ต้องรีบร้อน

เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ฟ้าใสทำสำเร็จคือการ “ไม่หักดิบ” ค่ะ ฟ้าใสเริ่มต้นจากการค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลในอาหารที่ทำเองทีละน้อยๆ ก่อน จากที่เคยใส่น้ำตาล 3 ช้อน ก็ลองลดเหลือ 2 ช้อนครึ่ง แล้วก็ 2 ช้อนไปเรื่อยๆ จนลิ้นของเราเริ่มคุ้นเคยกับความหวานที่น้อยลงค่ะ ส่วนขนมหวานที่เคยติด ก็พยายามลดความถี่ในการกินลง จากที่เคยกินทุกวัน ก็ลองเว้นวัน กินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง แล้วค่อยๆ ลดลงไปอีก จนตอนนี้สามารถกินได้แบบมีสติ ไม่ได้รู้สึกโหยหาเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ การเปลี่ยนแปลงทีละน้อยแบบนี้ทำให้ร่างกายและจิตใจของเราได้ปรับตัว ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ และจะทำได้ยั่งยืนกว่าการหักดิบเยอะเลยค่ะ

หาแรงบันดาลใจและเพื่อนร่วมทาง

การมีแรงบันดาลใจที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ สำหรับฟ้าใส แรงบันดาลใจคือการอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีพลังงานในการใช้ชีวิตมากขึ้น และอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้างค่ะ นอกจากนี้ การมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกันก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญค่ะ เราสามารถแลกเปลี่ยนสูตรอาหาร เคล็ดลับ หรือแม้กระทั่งระบายความท้อแท้ให้กันฟังได้ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้สู้คนเดียวค่ะ ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็ลองหาคอมมูนิตี้ออนไลน์ที่มีคนรักสุขภาพเหมือนกันก็ได้นะคะ การได้เห็นคนอื่นทำสำเร็จก็เป็นแรงผลักดันให้เราอยากสู้ต่อได้เหมือนกันค่ะ ฟ้าใสเชื่อว่าทุกคนทำได้ แค่เริ่มต้นและมีวินัยอย่างสม่ำเสมอค่ะ!

บทสรุปจากฟ้าใส

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ชาว Flexitarian ของฟ้าใส หวังว่าข้อมูลและประสบการณ์ที่ฟ้าใสได้นำมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ การที่เราได้เรียนรู้วิธีจัดการกับปริมาณน้ำตาลในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนตาชั่งเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว การมีพลังงานที่คงที่ มีอารมณ์ที่สดใส และผิวพรรณที่เปล่งปลั่งขึ้นจากการลดน้ำตาลลงอย่างมีสติ มันคือของขวัญล้ำค่าที่เรามอบให้กับตัวเองค่ะ ฟ้าใสเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ติดหวานมากๆ มาก่อน จึงเข้าใจดีว่าการจะเปลี่ยนพฤติกรรมมันไม่ง่ายเลย แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าฟ้าใสทำได้ เพื่อนๆ ทุกคนก็ทำได้แน่นอน เพียงแค่เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละนิด ไม่ต้องหักดิบ ไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าเผลอไปบ้าง การเรียนรู้และให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ ก้าวต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

จำไว้นะคะว่าการดูแลสุขภาพเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด การให้ความรู้กับตัวเอง การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับร่างกาย และการรับฟังเสียงของตัวเอง จะทำให้เรามีความสุขกับการกินและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนค่ะ อย่าลืมนำเคล็ดลับต่างๆ ที่ฟ้าใสได้แชร์ไปลองปรับใช้ในแบบฉบับของตัวเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสารให้ความหวานทางเลือก การปรับสูตรเมนูโปรดให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การจัดการกับความอยากหวานในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้าค่ะ ทุกก้าวเล็กๆ ที่เราทำในวันนี้ จะนำไปสู่สุขภาพที่ดีและชีวิตที่มีความสุขในวันข้างหน้าอย่างแน่นอนค่ะ ฟ้าใสขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ!

Advertisement

เกร็ดน่ารู้ที่คุณต้องไม่พลาด

1. การทำความเข้าใจส่วนผสมบนฉลากอาหารคืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงน้ำตาลแฝงที่ซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ อย่ามองข้ามการใช้เวลาสักนิดเพื่อพลิกดูฉลากโภชนาการ และมองหาน้ำตาลในชื่อเรียกต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟรุกโตส กลูโคส ซูโครส มอลโทส เดกซ์โทรส หรือแม้แต่น้ำเชื่อมข้าวโพด (รวมถึง HFCS) เพราะผู้ผลิตมักจะใช้ชื่อเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า “น้ำตาล” โดยตรง ทำให้เราเผลอบริโภคเกินปริมาณที่ควรไปโดยไม่รู้ตัว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ไม่เติมน้ำตาล” หรือ “ไม่มีน้ำตาล” จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า “ลดน้ำตาล” เสมอ เพราะคุณจะมั่นใจได้ว่าไม่มีการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปเลย ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นและมีส่วนช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาวค่ะ.

2. สารให้ความหวานทางเลือกจากธรรมชาติอย่างสตีเวียหรืออิริทริทอล สามารถเป็นเพื่อนซี้คนใหม่ของคุณในการสร้างสรรค์เมนูโปรดให้ยังคงมีรสหวานอร่อยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี่หรือระดับน้ำตาลในเลือดเลยค่ะ จากประสบการณ์ของฟ้าใส การทดลองใช้สารให้ความหวานเหล่านี้ในเครื่องดื่มหรือขนมที่คุณทำเองที่บ้าน จะช่วยให้คุณยังคงเพลิดเพลินกับความหวานได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะมันไม่ได้ให้พลังงานหรือมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนน้ำตาลทรายทั่วไป ที่สำคัญคือการค่อยๆ ปรับลิ้นให้คุ้นเคยกับความหวานที่น้อยลง จะทำให้คุณชื่นชมรสชาติที่แท้จริงของอาหารได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาน้ำตาลในระยะยาวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวได้ดีขึ้นและลดความอยากหวานได้เองในที่สุดค่ะ.

3. การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอตลอดทั้งวันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่หลายคนมองข้ามไปอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ บางครั้งความอยากหวานที่เรากำลังรู้สึกอยู่อาจจะเป็นแค่สัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่ากระหายน้ำ ลองดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ๆ สักหนึ่งหรือสองแก้วเมื่อรู้สึกอยากของหวาน คุณอาจจะพบว่าความอยากนั้นหายไปเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ และช่วยให้คุณไม่เผลอไปหยิบขนมหรือเครื่องดื่มหวานๆ มาบริโภคโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย เพราะเมื่อเรานอนน้อย ฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่มจะทำงานผิดปกติ ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะอยากกินของหวานและอาหารที่ให้พลังงานสูงมากขึ้น การนอนหลับที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการควบคุมน้ำตาลค่ะ.

4. การจัดการกับความเครียดด้วยวิธีที่สร้างสรรค์และดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความเครียดมักเป็นตัวกระตุ้นให้เราโหยหาของหวานเพื่อเยียวยาจิตใจและอารมณ์อย่างอัตโนมัติ ลองหางานอดิเรกที่คุณชื่นชอบ ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ เดินเร็ว หรือฝึกสมาธิ เพื่อลดระดับความเครียดในแต่ละวันและช่วยให้จิตใจสงบลง การที่เรามีสุขภาพจิตที่ดี จะส่งผลให้เรามีการตัดสินใจเรื่องอาหารที่ดีขึ้น และไม่ตกเป็นทาสของความอยากหวานที่เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึกเหนื่อยล้าค่ะ การดูแลจิตใจไปพร้อมกับการดูแลร่างกาย จะทำให้คุณแข็งแกร่งและมีวินัยในการควบคุมน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน และมีความสุขกับชีวิตในทุกๆ วันค่ะ.

5. การเตรียมอาหารและวางแผนมื้ออาหารล่วงหน้าจะช่วยให้คุณควบคุมปริมาณน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ เมื่อคุณทำอาหารเองที่บ้าน คุณสามารถเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีและปรับลดปริมาณน้ำตาลได้ตามความต้องการของคุณได้อย่างเต็มที่ ลองทำอาหารในปริมาณที่พอเหมาะสำหรับหลายมื้อ หรือเตรียมของว่างที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้สด ถั่ว หรือโยเกิร์ตธรรมชาติไม่ใส่น้ำตาล ติดตัวไว้เสมอ เพื่อป้องกันการหิวจัดและเผลอไปเลือกอาหารที่มีน้ำตาลสูงตามความสะดวก การทำอาหารเองยังเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ได้ทดลองสูตรใหม่ๆ และทำให้คุณเข้าใจคุณค่าทางโภชนาการของสิ่งที่คุณกินมากยิ่งขึ้น เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดและจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ.

สรุปประเด็นสำคัญ

จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ฟ้าใสได้เล่ามา สิ่งที่อยากจะสรุปให้เพื่อนๆ เข้าใจตรงกันก็คือ การลดน้ำตาลไม่ใช่เรื่องของการอดอาหารหรือการทรมานตัวเองเลยค่ะ แต่มันคือการที่เราได้เรียนรู้ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับร่างกายของเราอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่าน้ำตาลซ่อนอยู่ในอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวันมากแค่ไหน บางทีมันก็มาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง และการเรียนรู้ที่จะมองเห็นมันบนฉลากโภชนาการคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดค่ะ นอกจากนี้ การมีสารให้ความหวานทางเลือกที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเรา การปรับเปลี่ยนเมนูโปรดให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นโดยไม่สูญเสียความอร่อย รวมถึงการจัดการกับความอยากหวานอย่างมีสติด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ ตลอดจนการดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบคุมน้ำตาลค่ะ

ฟ้าใสอยากให้ทุกคนลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในแบบฉบับของตัวเองนะคะ เพราะแต่ละคนก็มีวิถีชีวิตและความชอบที่แตกต่างกันไป การค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองจะทำให้การเดินทางนี้สนุกและยั่งยืนค่ะ อย่าท้อถอยนะคะ ถ้าฟ้าใสซึ่งเคยเป็นคนติดหวานมากๆ ยังสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ทุกย่างก้าวเล็กๆ ที่เราทำในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโยเกิร์ตไม่ใส่น้ำตาลแทนแบบมีรสหวาน หรือการเลือกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้คั้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราในวันข้างหน้าอย่างแน่นอนค่ะ ฟ้าใสเชื่อมั่นว่าเพื่อนๆ ทุกคนทำได้ และขอเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Flexitarian Diet คืออะไรคะ แล้วทำไมช่วงนี้คนถึงหันมาสนใจกันเยอะจังเลย?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่รัก! คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่ฟ้าใสได้รับบ่อยมากเลยค่ะ “Flexitarian Diet” เนี่ย จริงๆ แล้วมันก็คือการกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Plant-based นั่นแหละค่ะ แต่ที่มันพิเศษและทำให้หลายคนหลงรักก็คือ “ความยืดหยุ่น” ของมันนี่แหละค่ะ คือเราไม่ได้งดเนื้อสัตว์ไปเลย 100% แบบวีแกน หรือมังสวิรัติที่เคร่งครัดนะคะ แต่เราจะลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง แล้วหันมาเพิ่มสัดส่วนผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วต่างๆ ให้มากขึ้นในแต่ละมื้อค่ะ
สำหรับฟ้าใสนะคะ สิ่งที่ทำให้ Flexitarian Diet โดนใจมากๆ เลยก็คือมันไม่ได้รู้สึกเหมือนการ “ไดเอท” ที่ต้องอดนั่นอดนี่จนทรมานตัวเองเลยค่ะ เรายังสามารถมีความสุขกับการกินอาหารโปรดได้บ้างในบางโอกาส อย่างเช่น ถ้ามีงานเลี้ยงสังสรรค์ แล้วมีอาหารจานเนื้อที่น่ากินมากๆ เราก็ยังสามารถกินได้บ้าง ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดเลยค่ะ แถมการเน้นกินพืชผักเยอะๆ ยังช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเต็มที่ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น ที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิดด้วยนะคะ ด้วยความที่มันทำตามได้ง่าย ไม่กดดันตัวเอง ทำให้คนส่วนใหญ่สามารถทำตามได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวค่ะ ลองดูนะคะ ถ้าใครกำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพที่ไม่เคร่งครัดเกินไป แต่อยากเห็นผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ฟ้าใสแนะนำเลยค่ะ!

ถาม: เวลาพยายามกิน Flexitarian Diet แล้วยังรู้สึกอยากของหวาน อยากน้ำตาลอยู่ตลอดเลยค่ะ ทำยังไงดีคะ?

ตอบ: อูยยย… คำถามนี้โดนใจฟ้าใสมากๆ เลยค่ะ เพราะฟ้าใสเองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาแล้วค่ะ! เข้าใจดีเลยว่ามันยากแค่ไหนที่เราจะหักดิบจากความหวานที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิตเนอะ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่เราเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่ๆ ความอยากของหวานมันจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เสมอเลยค่ะ เหมือนมีมารผจญตลอดเวลา (หัวเราะ)
แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพื่อนๆ ไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะ ฟ้าใสมีเคล็ดลับที่ลองใช้แล้วได้ผลจริงมาฝากค่ะ
1.
เข้าใจตัวเองก่อน: ลองสังเกตดูว่าเราอยากของหวานตอนไหนเป็นพิเศษ? ตอนเครียด? ตอนเบื่อ?
หรือตอนบ่ายๆ ที่ร่างกายเริ่มอ่อนล้า? พอเรารู้สาเหตุ เราก็จะหาวิธีรับมือได้ถูกจุดค่ะ เช่น ถ้าเครียด ก็ลองหากิจกรรมคลายเครียดอย่างอื่นทำแทนการกินขนมหวานดูค่ะ
2.
หาของหวานจากธรรมชาติ: แทนที่จะหยิบขนมหวานที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ลองเปลี่ยนมาเป็นผลไม้สดหวานๆ แทนดูสิคะ เช่น แตงโม สับปะรด มะม่วงสุก หรือถ้าอยากกินอะไรที่อุ่นๆ ชื่นใจ ลองทำนมถั่วเหลืองไม่หวานใส่ผลไม้ปั่นดูค่ะ ได้ความหวานแบบธรรมชาติแถมยังได้ประโยชน์อีกด้วย
3.
ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: บางทีร่างกายเราอาจจะแค่ขาดน้ำ แต่สมองกลับแปลผลว่าอยากกินอะไรหวานๆ ก็ได้นะคะ ลองดื่มน้ำเปล่าสักแก้วใหญ่ๆ แล้วรอดูว่าความอยากลดลงไหม
4.
กินโปรตีนและไขมันดีให้พอ: การที่เรากินอาหารไม่พอ หรือได้รับโปรตีนและไขมันดีไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้เราหิวบ่อยและอยากของหวานได้ง่ายค่ะ ลองเพิ่มโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วต่างๆ หรือไขมันดีจากอะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง ในมื้ออาหารดูนะคะ จะช่วยให้อิ่มนานขึ้นและลดความอยากจุบจิบได้
5.
อนุญาตให้ตัวเองได้บ้าง (แต่พอดี): อันนี้สำคัญมากค่ะ! การหักดิบแบบ 100% บางทีก็ทำให้เราตบะแตกได้ง่ายกว่าการผ่อนปรนบ้างนะคะ ถ้าเราอยากกินจริงๆ ลองให้รางวัลตัวเองด้วยขนมหวานชิ้นเล็กๆ หรือของหวานที่ชอบบ้างนานๆ ครั้ง แต่อย่าบ่อยและอย่าเยอะจนเกินไปค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่รู้สึกกดดันจนเกินไปและสามารถรักษาวินัยได้ในระยะยาวค่ะ จำไว้เสมอนะคะว่าการดูแลสุขภาพคือการเดินทาง ไม่ใช่การแข่งขันค่ะ สู้ๆ นะคะทุกคน!

ถาม: แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่าอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวันมีน้ำตาลแฝงอยู่เยอะขนาดไหน โดยเฉพาะอาหารไทยๆ ที่เราคุ้นเคย?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ เพราะสมัยนี้น้ำตาลแฝงตัวอยู่ในอาหารเยอะมากจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะอาหารไทยบางชนิดที่เรากินกันเป็นประจำนี่แหละค่ะ ที่อาจจะไม่ได้ดูหวาน แต่ก็มีน้ำตาลซ่อนอยู่เพียบเลย!
ฟ้าใสมีวิธีสังเกตง่ายๆ มาฝากค่ะ
1. อ่านฉลากโภชนาการให้เป็นนิสัย: อันดับแรกเลยคือพลิกดูฉลากโภชนาการที่ด้านหลังของผลิตภัณฑ์ค่ะ มองหาตรงช่อง “ปริมาณน้ำตาล” (Sugar) และส่วนผสม (Ingredients) ค่ะ บางทีอาจจะไม่เขียนว่า “น้ำตาล” ตรงๆ นะคะ แต่อาจจะใช้ชื่ออื่น เช่น กลูโคสไซรัป (Glucose syrup), ฟรุกโตสไซรัป (Fructose syrup), มอลโทเดกซ์ทริน (Maltodextrin), น้ำผึ้ง (Honey) หรือน้ำเชื่อมต่างๆ ค่ะ ถ้าชื่อเหล่านี้ปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ ของส่วนผสม แสดงว่าอาหารนั้นมีน้ำตาลสูงค่ะ
2.
ระวังเครื่องปรุงรสและซอสต่างๆ: อันนี้สำคัญมากค่ะ! ซอสปรุงรสต่างๆ อย่างน้ำจิ้มไก่ ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หรือแม้แต่น้ำสลัดบางชนิด ก็มีปริมาณน้ำตาลสูงมากๆ เลยนะคะ เวลาใช้ปรุงอาหารหรือจิ้มกิน ก็ควรตักแต่พอดี หรือถ้าเป็นไปได้ ลองทำน้ำจิ้มเองที่บ้านดูค่ะ เราจะได้ควบคุมปริมาณน้ำตาลได้
3.
เครื่องดื่มสำเร็จรูปและชานมไข่มุก: อันนี้ฟ้าใสเชื่อว่าหลายคนรู้ดี แต่ก็อดใจยากใช่ไหมคะ? (หัวเราะ) เครื่องดื่มเหล่านี้มีน้ำตาลสูงมากๆ ค่ะ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ลองสั่งแบบ “หวานน้อย” หรือ “ไม่หวานเลย” ดูนะคะ ค่อยๆ ปรับลิ้นให้ชินไปค่ะ
4.
อาหารแปรรูปและเบเกอรี่: ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ และอาหารแปรรูปหลายชนิดก็มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักค่ะ บางทีเราคิดว่ากินแค่ชิ้นเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้ากินบ่อยๆ ก็สะสมได้นะคะ
5.
อาหารตามสั่งบางชนิด: แม้แต่อาหารไทยตามสั่งที่ดูเหมือนไม่หวาน เช่น ผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ บางร้านก็ใส่ซีอิ๊ว ดำหวานหรือน้ำตาลปี๊บเยอะกว่าที่เราคิดนะคะ ถ้ากังวล ลองบอกแม่ค้าว่า “ไม่ใส่น้ำตาล” หรือ “หวานน้อย” ดูค่ะ
ฟ้าใสเองก็เคยตกใจเหมือนกันค่ะ เวลาที่ลองอ่านฉลากอย่างจริงจัง ทำให้รู้เลยว่าน้ำตาลซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ ค่ะ การมีสติและใส่ใจกับการเลือกกินของเรา จะช่วยให้เราควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้นเยอะเลยนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement