เฟล็กซิทาเรียน: เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเนื้อสัตว์ คุณจะทึ่งในผลลัพธ์!

webmaster

플렉시테리언 식단과 고기 소비에 대한 재고 - **A Vibrant Flexitarian Thai Home Meal:**
    A warm, inviting overhead shot of a beautifully arrang...

ช่วงนี้เดินไปทางไหนก็เห็นคนพูดถึงเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันเยอะขึ้นมากเลยนะคะ ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่าพักหลังมานี้ เริ่มหันมาใส่ใจอาหารการกินมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย โดยเฉพาะเรื่อง ‘เนื้อสัตว์’ นี่แหละค่ะ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามแต่ก่อนเราอาจจะคิดว่าการจะลดเนื้อสัตว์ต้องเป็นมังสวิรัติหรือวีแกนเท่านั้น แต่ตอนนี้มีเทรนด์ใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่านั้นเยอะเลยค่ะ นั่นก็คือ ‘Flexitarian Diet’ หรือการกินแบบยืดหยุ่น ที่ไม่ได้ห้ามกินเนื้อสัตว์เลย แต่เน้นลดปริมาณและเลือกกินอย่างฉลาด ซึ่งเทรนด์นี้กำลังมาแรงและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2025 นี้ เพราะไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพส่วนตัวของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกของเราในระยะยาวด้วยนะคะบอกเลยว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแค่เล็กน้อยก็สร้างความแตกต่างได้มหาศาลค่ะ หลายคนอาจจะกังวลว่าจะกินอะไรแทนเนื้อดี หรือจะหายากไหมในบ้านเรา ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้มีตัวเลือกโปรตีนจากพืชและอาหารทางเลือกอื่น ๆ ให้เลือกมากมาย ทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารทั่วไปเลย แถมยังช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปศุสัตว์อีกด้วยค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่าทำไมเทรนด์นี้ถึงน่าสนใจ และเราจะเริ่มต้นปรับการกินให้มีความสุขและยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไรบ้างค่ะ

플렉시테리언 식단과 고기 소비에 대한 재고 관련 이미지 1

ทำไมใครๆ ก็หันมาเป็น Flexitarian: ไม่ใช่แค่เทรนด์แต่คือไลฟ์สไตล์ที่ใช่สำหรับคนยุคนี้

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวรักสุขภาพทุกคน ช่วงนี้แอดมินไปไหนมาไหนก็เห็นคนพูดถึงเรื่องการกินแบบ Flexitarian กันเยอะมากเลยนะคะ จนอดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องนี้มาเม้าท์มอยให้ฟัง ปกติเราอาจจะคิดว่าการจะลดเนื้อสัตว์ต้องหักดิบไปเลย ซึ่งฟังแล้วก็น่ากลัวใช่ไหมคะ แต่ Flexitarian มันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ มันคือการกินแบบสบายๆ ยืดหยุ่นได้ ไม่ต้องเคร่งอะไรมากนัก ฉันเองก็เคยคิดว่าการกินผักเยอะๆ นี่มันช่างน่าเบื่อ แต่พอได้ลองศึกษาและปรับใช้จริงจัง ฉันบอกเลยว่ามันเปิดโลกมากจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่สุขภาพดีขึ้น แต่ยังรู้สึกดีกับตัวเองมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกใบนี้ด้วย ตอนแรกก็กังวลว่าจะทำได้ไหมนะ เพราะปกติก็ชอบกินเนื้อมากๆ แต่พอเห็นผลลัพธ์ทั้งกับตัวเองและกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่า Flexitarian คือคำตอบที่ใช่มากๆ สำหรับคนในยุคนี้เลยค่ะ ยิ่งปี 2025 นี้ เทรนด์สุขภาพมาแรงสุดๆ ใครๆ ก็หันมาใส่ใจตัวเองกันมากขึ้น ยิ่งทำให้การกินแบบนี้ฮิตติดลมบนไปเลย

สุขภาพดีแบบยั่งยืน ไม่ต้องหักดิบ

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันและใครหลายๆ คนหลงรัก Flexitarian คือมันเป็นการดูแลสุขภาพที่ “ไม่กดดัน” ค่ะ ไม่เหมือนการไดเอทแบบเคร่งๆ ที่พอหลุดแล้วจะรู้สึกผิดมากจนถอดใจไปเลย การกินแบบ Flexitarian เน้นให้เราเพิ่มสัดส่วนผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนจากพืชในมื้ออาหารเป็นหลัก แต่ก็ยังอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ได้บ้างในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เรายังคงมีความสุขกับการกิน ไม่ต้องรู้สึกว่าถูกจำกัดมากเกินไป พอเรากินผักผลไม้เยอะขึ้น ร่างกายก็ได้รับไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พอระบบขับถ่ายดีขึ้น ผิวพรรณก็เปล่งปลั่งขึ้นตามไปด้วย ฉันสังเกตว่าตัวเองรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากขึ้น ไม่ค่อยป่วยง่ายเหมือนเมื่อก่อนด้วยนะคะ มันเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลดีในระยะยาวจริงๆ ค่ะ

ดูแลโลกง่ายๆ เริ่มได้ที่จานข้าวเรา

นอกจากเรื่องสุขภาพส่วนตัวแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจกับ Flexitarian มากๆ คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อมค่ะ พอเราลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ก็เท่ากับว่าเราช่วยลดภาระให้กับโลกใบนี้ไปในตัว เพราะรู้ไหมคะว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งจากการใช้พื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ การใช้น้ำ และการปล่อยก๊าซมีเทนจากสัตว์ต่างๆ ฉันอ่านเจอมาว่าการลดเนื้อสัตว์ลงแค่ 75% ก็ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มหาศาลเลยนะคะ การที่เราเลือกกินพืชผักมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดีต่อร่างกายเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลกของเราด้วยค่ะ พอได้คิดแบบนี้แล้ว ทุกครั้งที่เลือกกินผักเพิ่มขึ้น ฉันก็จะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเล็กๆ เสมอเลยค่ะ

Flexitarian Diet คืออะไร? เข้าใจง่ายๆ สไตล์คนไทย

Advertisement

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Flexitarian มาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ จะมังสวิรัติก็ไม่ใช่ วีแกนก็ไม่เชิง วันนี้แอดมินจะมาอธิบายแบบคนไทยๆ ให้เข้าใจง่ายๆ เลยนะคะ Flexitarian มาจากคำว่า “Flexible” (ยืดหยุ่น) รวมกับ “Vegetarian” (มังสวิรัติ) ซึ่งก็ตรงตัวเลยค่ะ มันคือการกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นนั่นเอง ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่าต้องกินอะไรเท่าไหร่เป๊ะๆ แต่เน้นหลักการที่ว่า “เพิ่มผัก ลดเนื้อ” ค่ะ คือกินพืชเป็นหลัก ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วต่างๆ แต่ก็ยังอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ได้บ้างเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะในปริมาณที่น้อยลง หรือเว้นบางมื้อ บางวัน ไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าวันไหนอยากกินหมูกระทะกับเพื่อนๆ ก็ยังกินได้อยู่นะคะ เพราะความยืดหยุ่นนี่แหละที่ทำให้ Flexitarian เป็นวิถีการกินที่ทำได้จริงและยั่งยืนสำหรับคนยุคใหม่มากๆ เลย

ยืดหยุ่นยังไง ไม่ใช่แค่กินผักนะ!

ความยืดหยุ่นของ Flexitarian คือจุดเด่นที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักค่ะ มันไม่ใช่แค่การกินผักเปล่าๆ นะคะ แต่เป็นการปรับสมดุลอาหารในภาพรวม อย่างที่บอกว่าไม่มีกฎเป๊ะๆ แต่หลักการก็คือ พยายามให้สัดส่วนของอาหารจากพืชเยอะกว่าเนื้อสัตว์ อาจจะเริ่มจากการกำหนด “วันไร้เนื้อสัตว์” สัปดาห์ละ 2-3 วัน หรือลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อลงครึ่งหนึ่งแล้วเพิ่มผักแทนก็ได้ อย่างฉันเองก็เริ่มจากมื้อเช้าที่เน้นธัญพืชกับผลไม้ แล้วค่อยๆ ลดเนื้อในมื้อกลางวันและเย็นลง บางวันก็ลองทำอาหารมังสวิรัติแบบ 100% ไปเลย พอเริ่มชิน ร่างกายก็ปรับตัวได้เองค่ะ เราสามารถเลือกโปรตีนจากพืชมาทดแทนเนื้อสัตว์ได้หลากหลาย เช่น เต้าหู้ ถั่วชนิดต่างๆ เห็ด หรือแม้แต่นมจากพืชก็เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมเลยค่ะ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้เราสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ไม่จำเจ และไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการดูแลสุขภาพเลยค่ะ

แล้วต่างจากมังสวิรัติหรือวีแกนตรงไหน

ประเด็นนี้สำคัญมากเลยค่ะ เพราะหลายคนมักจะสับสนระหว่าง Flexitarian, Vegetarian และ Vegan สรุปง่ายๆ คือ
* มังสวิรัติ (Vegetarian): กลุ่มนี้จะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ยังสามารถกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ เช่น นม ไข่ ชีส น้ำผึ้ง
* วีแกน (Vegan): กลุ่มนี้เคร่งกว่ามังสวิรัติมากค่ะ คือนอกจากจะไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ยังไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ ชีส น้ำผึ้ง หรือแม้แต่เครื่องอุปโภคที่ทำมาจากสัตว์ก็ไม่ใช้ วีแกนเป็นมากกว่าแค่การกิน แต่เป็นวิถีชีวิตเลยค่ะ
* Flexitarian: นี่แหละคือจุดที่แตกต่างค่ะ Flexitarian เป็นเหมือน “ทางสายกลาง” คือเน้นกินพืชเป็นหลัก แต่ยัง “อนุญาต” ให้กินเนื้อสัตว์ได้บ้างเป็นครั้งคราวในปริมาณที่จำกัด ไม่ได้เคร่งครัดเท่าสองแบบแรก ทำให้ง่ายต่อการเริ่มต้นและคงไว้ซึ่งพฤติกรรมนี้ในระยะยาว ซึ่งฉันมองว่ามันเป็นวิถีที่เหมาะกับคนไทยมากๆ เพราะเรายังคงได้ลิ้มรสอาหารหลากหลาย ไม่ต้องรู้สึกผิดถ้ามีโอกาสพิเศษต้องกินเนื้อสัตว์กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงค่ะ

เริ่มเป็น Flexitarian ไม่ยากอย่างที่คิด: ทริคง่ายๆ ฉบับมือใหม่หัดกรีน

สำหรับเพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า “น่าลองจัง” แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ ฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่พอได้ลองทำตามทริคง่ายๆ เหล่านี้ ก็พบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ ที่สำคัญคือ “ใจเย็นๆ” และ “ค่อยๆ ปรับ” นะคะ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกดดันตัวเอง เพราะเป้าหมายของเราคือการสร้างนิสัยที่ดีอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การหักดิบแล้วล้มเลิกไปในที่สุด การเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละค่ะที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้จริงๆ

ปรับมื้ออาหารแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเครียด

อันดับแรกเลยคือ ลองกำหนด “วันงดเนื้อสัตว์” ในแต่ละสัปดาห์ดูค่ะ เช่น วันจันทร์ Meatless Monday ที่กำลังเป็นที่นิยมเลย หรือจะลองงดเนื้อสัตว์สัก 2-3 วันต่อสัปดาห์ก่อนก็ได้ หรืออีกวิธีคือ “ลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อ” ลง แล้วเพิ่มสัดส่วนผักเข้าไปแทน สมมติว่าเคยตักเนื้อสัตว์เต็มจาน ก็ลดเหลือครึ่งหนึ่งแล้วเติมผักสีเขียวสดๆ เข้าไปแทน เท่านี้ก็ได้เริ่มต้นแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเมนูไปเลยก็ได้นะคะ อย่างข้าวผัดกะเพรา ก็ลองลดหมูสับลง แล้วเพิ่มเห็ดหรือเต้าหู้ลงไปแทน อร่อยได้ไม่แพ้กันเลยค่ะ การเปลี่ยนแปลงทีละนิดแบบนี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราค่อยๆ ปรับตัวได้โดยไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ แถมยังทำให้เราสนุกกับการลองผิดลองถูกในครัวด้วยตัวเองด้วยนะ

สำรวจตู้เย็น: มีอะไรกินแทนเนื้อได้บ้างนะ?

เชื่อไหมคะว่าในตู้เย็นและตู้กับข้าวของเรามีขุมทรัพย์โปรตีนจากพืชซ่อนอยู่เยอะแยะเลยค่ะ ลองเปิดตู้เย็นดูสิคะ!

  • ถั่วต่างๆ: ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วดำ หรือแม้แต่ถั่วลิสง เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและหาซื้อง่ายมากๆ ค่ะ เอามาทำแกง ต้ม ยำ หรือใส่ในสลัดก็อร่อย
  • เต้าหู้: นี่คือพระเอกของชาว Flexitarian เลยค่ะ ทำได้หลากหลายเมนู ทั้งผัด ทอด ต้ม แกง ยำ หรือจะเอาไปปั่นกับสมูทตี้ก็ยังได้!
  • เห็ด: เห็ดนางฟ้า เห็ดออรินจิ เห็ดชิเมจิ มีโปรตีนสูง แถมยังมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ทำให้เมนูไม่น่าเบื่อ
  • ธัญพืช: ข้าวกล้อง ควินัว บัควีท นอกจากจะให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแล้ว ยังมีโปรตีนและไฟเบอร์สูงด้วยค่ะ

ลองเอาวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้างสรรค์เมนูโปรดของคุณดูสิคะ รับรองว่าสนุกและอร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์เลยค่ะ

แหล่งโปรตีนจากพืชเด็ดๆ ที่หาซื้อง่ายในบ้านเรา

เดี๋ยวนี้การหาโปรตีนจากพืชในไทยไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วค่ะ เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสด ก็มีให้เลือกเต็มไปหมดเลยนะ ยิ่งกระแส Plant-based มาแรงแบบนี้ ผู้ผลิตก็พัฒนาสินค้าออกมาตอบโจทย์คนรักสุขภาพอย่างเราเยอะแยะเลยค่ะ ฉันเองก็ชอบลองโน่นลองนี่ตลอด สนุกดีเหมือนกันนะคะ รู้สึกเหมือนได้ผจญภัยในโลกอาหารเลย

เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช: ฮีโร่ของชาว Flexitarian

อย่างที่บอกไปว่าเต้าหู้และถั่วต่างๆ เนี่ยเป็นเหมือนฮีโร่ของเราเลยค่ะ หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง แถมสารอาหารก็จัดเต็มมากๆ

แหล่งโปรตีนจากพืชยอดนิยม ประโยชน์เด่นๆ หาซื้อได้ที่ไหน
เต้าหู้ (ทุกชนิด) โปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ย่อยง่าย ไฟเบอร์สูง ซูเปอร์มาร์เก็ต, ตลาดสด, ร้านสะดวกซื้อ
ถั่วเหลือง, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วดำ โปรตีนสูง, ใยอาหารสูง, ช่วยลดคอเลสเตอรอล, วิตามินและแร่ธาตุเพียบ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ตลาดสด
ธัญพืชเต็มเมล็ด (ข้าวกล้อง, ควินัว, ข้าวโอ๊ต) โปรตีน, ไฟเบอร์, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน, แมกนีเซียม, ธาตุเหล็ก ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านขายอาหารสุขภาพ
เห็ด (เห็ดนางฟ้า, เห็ดออรินจิ) โปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุ, มีรสสัมผัสหลากหลาย ซูเปอร์มาร์เก็ต, ตลาดสด
นมจากพืช (นมอัลมอนด์, นมถั่วเหลือง, นมโอ๊ต) โปรตีน (แล้วแต่ชนิด), วิตามิน, แคลเซียม (เสริม) ซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ

ลองดูในตารางนี้นะคะ จะเห็นว่ามีตัวเลือกเยอะแยะเลย แถมยังเอามาทำอาหารได้หลากหลายมากๆ ด้วยค่ะ อย่างเต้าหู้เนี่ย ฉันชอบเอามาผัดกับพริกแกง หรือเอาไปทำเต้าหู้ทอดราดน้ำจิ้มซีฟู้ด ก็ฟินสุดๆ ไปเลยค่ะ ส่วนถั่วต่างๆ ก็เอามาต้มใส่ในข้าว หรือทำเป็นสลัดถั่วก็อร่อยและอิ่มนานมากๆ ด้วยนะคะ

เนื้อจากพืช (Plant-based Meat) ตัวช่วยให้ไม่รู้สึกขาด

สำหรับใครที่ยังตัดใจจากเนื้อสัตว์ไม่ได้จริงๆ หรืออยากลองอะไรใหม่ๆ แอดมินขอแนะนำ “เนื้อจากพืช” หรือ Plant-based Meat เลยค่ะ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลมากแล้วนะคะ เนื้อจากพืชที่วางขายในตลาดมีรสชาติและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริงๆ มากเลยค่ะ ทั้งเบอร์เกอร์ ไส้กรอก หมูสับ นักเก็ต หรือแม้แต่ซีฟู้ดจากพืชก็มีแล้วนะ!

มีหลายแบรนด์ไทยที่ทำออกมาได้ดีมากๆ อย่าง Meat Avatar, Let’s Plant Meat, V Farm หรือ Meat Zero ของ CPF ที่หาซื้อง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไปเลยค่ะ ฉันเคยลองเบอร์เกอร์ Plant-based มาแล้วหลายร้าน บอกเลยว่าถ้าไม่บอกก็แทบไม่รู้ว่าเป็นเนื้อจากพืชเลยค่ะ มันช่วยให้เราเปลี่ยนผ่านการกินมาเป็น Flexitarian ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ต้องรู้สึกว่าอดหรือขาดอะไรไปค่ะ

Advertisement

เมนู Flexitarian อร่อยโดนใจ สไตล์ไทยๆ

คนไทยเราขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยอยู่แล้วใช่ไหมคะ บอกเลยว่าการกินแบบ Flexitarian ไม่ได้ทำให้เราต้องบอกลาอาหารไทยจานโปรดเลยค่ะ กลับกัน เราสามารถปรับเปลี่ยนเมนูไทยๆ ให้กลายเป็นเมนู Flexitarian ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพได้ง่ายๆ เลยนะ แถมเดี๋ยวนี้ร้านอาหาร Plant-based ในกรุงเทพฯ ก็เยอะขึ้นมาก จนเลือกไม่ถูกเลยค่ะ ฉันเองก็ชอบไปตระเวนชิมเมนูใหม่ๆ อยู่บ่อยๆ สนุกมากๆ เลยค่ะ

พลิกแพลงอาหารโปรดให้กลายเป็นเมนูสุขภาพ

คิดดูสิคะว่าอาหารไทยจานไหนที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยบ้าง? จริงๆ แล้วมีเยอะมากเลยนะ หรือถ้ามีเนื้อสัตว์ เราก็แค่ลดปริมาณลง หรือเปลี่ยนไปใช้โปรตีนจากพืชแทนก็ได้

  • แกงเขียวหวาน/แกงเผ็ด: จากที่เคยใส่เนื้อไก่หรือหมู ลองเปลี่ยนเป็นเต้าหู้หั่นชิ้น เห็ดรวม หรือโปรตีนเกษตรแทนดูสิคะ รสชาติของเครื่องแกงไทยเรามันเข้มข้นอยู่แล้ว รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันค่ะ
  • ผัดกะเพรา: เมนูยอดฮิตตลอดกาล! ลองเปลี่ยนจากหมูสับ/ไก่สับ เป็นเต้าหู้สับ เห็ดสับ หรือเนื้อจากพืชสับดูนะคะ เพิ่มถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน ถั่วพูเข้าไปเยอะๆ อร่อยลงตัวมากๆ เลย
  • ยำวุ้นเส้น: แทนที่จะใส่หมูสับ กุ้ง ลองใส่เห็ดลวก ลูกชิ้นปลาเจ หรือโปรตีนเกษตรดูค่ะ เพิ่มผักเยอะๆ เช่น มะเขือเทศ หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย ปรุงรสจัดจ้านแบบไทยๆ ก็แซ่บแล้ว
  • ข้าวผัด: ลองทำข้าวผัดผักรวมใส่ไข่ดูสิคะ หรือเพิ่มถั่วลันเตา แครอท ข้าวโพด เห็ดต่างๆ ก็ได้ทั้งสารอาหารและความอร่อยเลยค่ะ
  • ส้มตำ: ส้มตำไทย ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำผลไม้ ไม่ต้องมีเนื้อสัตว์ก็อร่อยแซ่บได้เต็มที่เลยค่ะ

เห็นไหมคะว่าเมนูไทยๆ ของเรามีความยืดหยุ่นสูงมากๆ เลย เราแค่ปรับนิดเปลี่ยนหน่อย ก็ได้เมนู Flexitarian ที่ถูกปากแล้วค่ะ

ร้านอาหาร Plant-based ในกรุงเทพฯ ที่ต้องไปลอง!

สำหรับสายกินนอกบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะหาร้านกินยากเลยค่ะ เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ เรามีร้านอาหาร Plant-based หรือร้านที่มีเมนู Flexitarian ให้เลือกเยอะมากๆ เลยนะคะ แอดมินเองก็มีร้านโปรดหลายร้านเลยค่ะ
* Broccoli Revolution: ร้านนี้ดังมากค่ะ มีเมนูหลากหลาย ทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ บรรยากาศร้านก็ดีงามมากๆ
* Veganerie: มีหลายสาขา เมนูขนมหวานและอาหารก็เยอะมากค่ะ ใครชอบอาหารเจหรือวีแกนต้องมาลอง
* May Veggie Home: ร้านนี้เน้นอาหารไทยแบบ 100% Plant-based อร่อยถูกปากคนไทยแน่นอนค่ะ
* alt. Eatery: เป็นคอมมูนิตี้ Plant-based ใจกลางเมืองเลยค่ะ มีอาหารหลากหลายจากผู้ประกอบการไทยหลายรายเลย
นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารไทยชื่อดังหลายร้านที่เริ่มมีเมนู Plant-based หรือเมนูที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น Flexitarian ได้แล้วนะคะ ลองสังเกตเมนูหรือสอบถามพนักงานดูค่ะ การออกไปทานข้าวนอกบ้านก็ยังคงเป็นเรื่องสนุกและได้ลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอเลยค่ะ

ประโยชน์ที่มากกว่าแค่หุ่นดี: สุขภาพกายใจก็ปัง สุขภาพโลกก็ปัง

พอพูดถึงการดูแลสุขภาพ หลายคนอาจจะนึกถึงเรื่องรูปร่างเป็นอันดับแรกใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วการเป็น Flexitarian ให้ประโยชน์กับเรามากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ ไม่ใช่แค่หุ่นดีขึ้นอย่างเดียว แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งกายและใจ แถมยังช่วยดูแลโลกของเราไปพร้อมๆ กันอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็รู้สึกได้เลยว่าพอปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมาเป็นแบบนี้ ชีวิตดีขึ้นในหลายๆ ด้านเลยค่ะ

ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน

นี่คือข้อดีที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ การกินอาหารที่เน้นพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนจากพืชเป็นหลัก ช่วยให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์สูง และลดปริมาณไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และโซเดียมที่มักจะมากับเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคมะเร็งบางชนิด การศึกษาหลายชิ้นก็ยืนยันตรงกันว่าคนที่กิน Flexitarian Diet มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า และลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน พอรู้แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าการลงทุนลงแรงกับการเลือกกินอาหารที่ดีมันคุ้มค่ามากๆ เลยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของเราเองค่ะ

ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

เรื่องนี้ฉันสัมผัสได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ! ก่อนหน้านี้บางทีก็มีท้องผูกบ้าง หรือรู้สึกอึดอัดท้อง แต่พอหันมากิน Flexitarian ที่เน้นผักผลไม้และธัญพืชที่มีใยอาหารสูง ระบบขับถ่ายก็ดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ รู้สึกสบายท้อง ตัวเบาลง พอระบบภายในดีขึ้น มันก็ส่งผลออกมาภายนอกค่ะ สังเกตได้เลยว่าผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้น แต่งหน้าติดทนขึ้นด้วยนะคะ เพราะร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชผักอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่บอกว่าการกิน Flexitarian ยังช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วยค่ะ เรียกว่าได้ประโยชน์ครบเครื่องทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และยังเป็นมิตรต่อโลกของเราด้วยค่ะ

Advertisement

플렉시테리언 식단과 고기 소비에 대한 재고 관련 이미지 2

ก่อนจะจากกันไป

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หวังว่าข้อมูลเรื่อง Flexitarian ที่แอดมินนำมาฝากวันนี้ จะทำให้หลายคนมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นและเปิดใจลองหันมาดูแลตัวเองในแบบที่ยืดหยุ่นและสบายใจมากขึ้นนะคะ ฉันบอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่การกินอาหาร แต่เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ส่งผลดีไปถึงทุกด้านจริงๆ ทั้งร่างกายที่แข็งแรงขึ้น จิตใจที่เบิกบาน และยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกใบสวยของเราด้วยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าการเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องกดดันตัวเอง ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ลองไปพร้อมๆ กันนะคะ แล้วจะรู้ว่าการเป็น Flexitarian มันสนุกและดีงามกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ

เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่คุณควรรู้

1. การเป็น Flexitarian ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นมังสวิรัติ 100% แต่เป็นการเน้นกินพืชผักเป็นหลักและลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง คุณยังสามารถกินเนื้อสัตว์ได้บ้างเป็นครั้งคราว.

2. การเพิ่มโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เห็ด หรือธัญพืชเต็มเมล็ด จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารเพียงพอและอิ่มท้องได้นานโดยไม่ต้องพึ่งเนื้อสัตว์.

3. คุณสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการกำหนดวัน “งดเนื้อสัตว์” สัปดาห์ละ 1-2 วัน หรือค่อยๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อลง เพื่อให้ร่างกายปรับตัว.

4. การกิน Flexitarian ไม่เพียงดีต่อสุขภาพของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดภาวะโลกร้อน.

5. อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกกับการทำอาหารจากพืช และสำรวจเมนูใหม่ๆ หรือร้านอาหาร Plant-based ที่มีตัวเลือกอร่อยๆ มากมายในบ้านเราค่ะ.

Advertisement

สรุปใจความสำคัญ

Flexitarian คือการกินเพื่อสุขภาพที่ยืดหยุ่น เน้นพืชผักแต่ไม่ห้ามเนื้อสัตว์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง บำรุงระบบย่อยอาหาร ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังเป็นมิตรต่อโลก การเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ เพียงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละน้อย โดยมีโปรตีนจากพืชมากมายให้เลือก และร้านอาหาร Plant-based ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการดูแลสุขภาพในระยะยาวอย่างมีความสุขค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Flexitarian Diet คืออะไรคะ แล้วต่างจากการกินมังสวิรัติหรือวีแกนยังไงบ้างคะ?

ตอบ: อืมม ถ้าจะให้ฉันอธิบายง่ายๆ นะคะ Flexitarian Diet หรือการกินแบบยืดหยุ่นเนี่ย มันไม่ใช่การหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ไปเลยเหมือนมังสวิรัติ (Vegetarian) หรือวีแกน (Vegan) ค่ะ แต่เป็นแนวคิดที่เน้นการ ‘ลด’ ปริมาณเนื้อสัตว์ลง แล้วหันมาเพิ่มสัดส่วนอาหารที่มาจากพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วต่างๆ ให้มากขึ้นแทนค่ะ คือเรายังสามารถกินเนื้อสัตว์ได้บ้างในบางโอกาส อาจจะสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง หรือเลือกกินเฉพาะช่วงที่อยากจริงๆ อย่างตัวฉันเอง แรกๆ ก็เริ่มจากแค่ลดกินเนื้อแดงลงก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มวันปลอดเนื้อสัตว์เข้ามาในตาราง พอทำไปสักพักก็รู้สึกสบายๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกจำกัดอะไรเลยค่ะความแตกต่างที่ชัดเจนเลยคือ มังสวิรัติจะงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ยังกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ เช่น นม ไข่ ชีส ส่วนวีแกนจะเคร่งครัดกว่านั้นมากค่ะ คือไม่กินเนื้อสัตว์เลย รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่างด้วยค่ะ ซึ่งสำหรับหลายๆ คนรวมถึงฉันเอง การเริ่มต้นแบบ Flexitarian มันยืดหยุ่นกว่าและทำตามได้ง่ายกว่าเยอะเลยนะคะ ทำให้เราค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องรู้สึกกดดันจนเลิกล้มไปกลางคันค่ะ

ถาม: แล้วในเมืองไทยเนี่ย การกินแบบ Flexitarian หาอาหารยากไหมคะ หรือมีทางเลือกอะไรให้เรากินได้บ้าง?

ตอบ: บอกเลยว่าไม่ต้องห่วงเรื่องหาอาหารยากในเมืองไทยเลยค่ะ! ตอนแรกฉันก็แอบกังวลเหมือนกันนะ แต่พอได้ลองปรับมากินแนวนี้จริงๆ ถึงรู้ว่ามันง่ายกว่าที่คิดเยอะมาก!
สมัยนี้ร้านอาหารหลายร้านเริ่มมีเมนู Plant-based หรือเมนูมังสวิรัติให้เลือกเยอะขึ้นแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ก็สามารถสั่งเมนูผัดผัก หรือข้าวราดแกงที่เน้นผักได้ง่ายๆ เลยค่ะหรือถ้าชอบทำอาหารเองตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่าง Tops, Big C, Lotus’s ก็มีผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้เลือกหลากหลายสุดๆ ทั้งเนื้อสัตว์จำลองจากพืช, นมจากพืช, โยเกิร์ตจากพืช หรือจะใช้เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เห็ด มาทำอาหารก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ อย่างฉันเองก็ชอบซื้อเห็ดออรินจิมาหั่นแล้วย่างกินแทนสเต๊กเนื้อ หรือใช้โปรตีนเกษตรมาทำลาบเจ ก็แซ่บนัวไม่แพ้ลาบหมูเลยค่ะ!
ยิ่งช่วงเทศกาลกินเจ คนไทยเราก็คุ้นเคยกับอาหารเจกันอยู่แล้ว ยิ่งทำให้การหาอาหารแนวนี้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ ไม่ต้องกลัวเบื่อเลย เพราะมีเมนูสร้างสรรค์ให้ลองเยอะมากจริงๆ!

ถาม: การกินแบบ Flexitarian Diet มีประโยชน์ยังไงกับเราบ้างคะ ทั้งเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม?

ตอบ: โอ้โห! ประโยชน์ของ Flexitarian Diet นี่บอกเลยว่ามาเป็นแพ็คเกจเลยค่ะ ทั้งกับตัวเราเองและโลกใบนี้เลยนะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเองที่ลองมาสักพัก รู้สึกได้เลยว่าสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะอันดับแรกเลยคือเรื่องสุขภาพค่ะ การที่เราลดปริมาณเนื้อสัตว์ลง แล้วเน้นผักผลไม้ ธัญพืชมากขึ้น ทำให้เราได้รับใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ครบถ้วนขึ้นเยอะเลยค่ะ สังเกตได้เลยว่าระบบขับถ่ายดีขึ้น ผิวพรรณก็ดูสดใสขึ้นด้วยค่ะ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่มักจะมากับการกินเนื้อสัตว์เยอะๆ อีกด้วยค่ะ พอร่างกายเบาขึ้น ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากขึ้นตลอดวันเลยค่ะส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ การทำปศุสัตว์นี่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะมากเลยค่ะ การที่เราลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงแม้เพียงเล็กน้อย ก็เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระให้โลกใบนี้ค่ะ คิดดูสิคะว่าถ้าคนหลายๆ คนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแบบนี้ โลกของเราก็น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยใช่ไหมคะ ฉันรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้เลือกอาหารที่ทั้งดีต่อตัวเองและดีต่อโลกค่ะ เหมือนได้ทำบุญไปในตัวเลยนะ!

📚 อ้างอิง