ช่วงนี้ใคร ๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นใช่ไหมคะ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่เราเลือกเข้าปากในแต่ละวัน แต่จะให้กินคลีนจ๋า งดเนื้อสัตว์ไปเลยก็อาจจะยากสำหรับบางคน หรือบางทีก็คิดถึงเมนูโปรดขึ้นมาซะอย่างนั้น!
ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เพราะเทรนด์การกินแบบยืดหยุ่นอย่าง “Flexitarian Diet” กำลังมาแรงสุด ๆ เลยนะ เป็นการกินมังสวิรัติแบบสบาย ๆ ไม่เคร่งครัดมาก ยังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างบางโอกาส ทำให้เราได้ประโยชน์จากพืชผักเต็มที่ แถมยังไม่รู้สึกกดดันตัวเองอีกด้วยฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลองปรับมาทานแบบ Flexitarian แล้วรู้สึกเลยว่ามันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่อยากดูแลสุขภาพ แต่ก็ยังอยากสนุกกับการกินอาหารอร่อย ๆ ที่หลากหลาย ตอนนี้ในเมืองไทยก็มีร้านอาหารที่เข้าใจหัวอกชาว Flexitarian แบบเราเยอะขึ้นมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลกินเจที่คนหันมาทานอาหารเจกันมากขึ้น หรือกระแส Plant-based ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีตัวเลือกเมนูจากพืชที่ทั้งอร่อยและสร้างสรรค์สุด ๆ ไม่ใช่แค่ผักจืด ๆ อีกต่อไปแล้วนะคะ แถมยังดีต่อโลกของเราด้วยนะวันนี้ฉันมีลิสต์ร้านอาหารเด็ด ๆ ที่เหมาะกับชาว Flexitarian มาฝากทุกคนเลยค่ะ รับรองว่าแต่ละร้านคัดมาแล้วว่าอร่อยถูกใจแน่นอน ไม่ว่าจะอยากได้อาหารไทยรสจัดจ้าน อาหารฝรั่งฟิวชั่น หรือเมนูสร้างสรรค์จากพืชที่อร่อยจนลืมไปเลยว่าไม่มีเนื้อสัตว์!
มาดูกันเลยค่ะว่ามีร้านไหนน่าไปเช็คอินบ้าง!
เปิดประสบการณ์ใหม่กับร้านโปรดของชาว Flexitarian ทั่วกรุง!

ช่วงนี้บอกเลยว่าฉันอินกับการกินแบบ Flexitarian มาก ๆ ค่ะทุกคน มันไม่ใช่แค่การกินคลีนจ๋า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ จากพืชผักผลไม้ แถมยังไม่ต้องรู้สึกผิดเวลามีปาร์ตี้หรืออยากกินเนื้อสัตว์บ้างบางโอกาส ซึ่งเอาจริง ๆ การหาร้านอาหารที่เข้าใจและมีเมนูตอบโจทย์ชาว Flexitarian ในไทยนี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเก๋ ๆ ที่พร้อมเสิร์ฟเมนู Plant-based แบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ผักลวกจืด ๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ หลายครั้งที่ฉันลองสั่งเมนูที่ไม่มีเนื้อสัตว์มาลองกินดู ถึงกับอึ้งไปเลยว่ามันอร่อย เข้มข้น กลมกล่อม ไม่ต่างจากเมนูเนื้อสัตว์เลย แถมยังรู้สึกสบายท้อง ไม่อืดด้วยนะ ยิ่งช่วงไหนที่รู้สึกว่าร่างกายต้องการปรับสมดุล หรืออยากจะลดปริมาณเนื้อสัตว์ลง การมีลิสต์ร้านโปรดในใจนี่ช่วยได้เยอะมากเลยค่ะ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะกินอะไรดี เพราะรู้ว่าไปร้านไหนก็มีตัวเลือกให้เราเสมอ
ร้านอาหารเจรสเด็ดที่ไม่ได้มีแค่ช่วงเทศกาล
อย่างที่รู้กันว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับอาหารเจมานานแล้วใช่ไหมคะ พอพูดถึงร้านเจหลายคนอาจจะนึกถึงร้านอาหารข้างทางที่มีเมนูไม่กี่อย่าง แต่เดี๋ยวนี้ร้านอาหารเจหลาย ๆ ร้านเค้าปรับโฉมใหม่ให้น่าเข้า บรรยากาศดี แถมเมนูยังหลากหลายและสร้างสรรค์กว่าเดิมเยอะมากเลยค่ะ ฉันเองเคยไปเจอร้านเจร้านหนึ่งในย่านสุขุมวิท ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นอาหารเจแบบทั่วไป แต่พอได้ลองเมนูผัดหมี่ฮ่องกงเจ กับแกงเขียวหวานเจที่เค้าทำออกมา คือรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องมาก ๆ แถม texture ของโปรตีนเกษตรที่เค้าใช้ก็เหมือนเนื้อสัตว์จริง ๆ จนเพื่อนที่กินเนื้อยังต้องขอชิมเลยค่ะ มันทำให้เห็นเลยว่าอาหารเจไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่รสจืดชืดเสมอไป ถ้าหากรู้จักการปรุงรสและเลือกวัตถุดิบดี ๆ ก็สามารถอร่อยได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะ บางร้านเค้าก็มีเมนูฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับอาหารนานาชาติด้วย ทำให้เราสนุกกับการกินมากขึ้นเยอะเลย
คาเฟ่เพื่อสุขภาพกับเมนู Plant-based สุดเก๋
นอกจากร้านอาหารเจแล้ว บรรดาคาเฟ่เพื่อสุขภาพก็เป็นอีกแหล่งรวมพลของชาว Flexitarian เลยค่ะ หลาย ๆ คาเฟ่เค้ามีเมนู Plant-based ที่น่าสนใจเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Smoothie Bowl สีสันสดใสที่ใส่ผลไม้และธัญพืชแน่น ๆ หรือจะเป็นเมนู All-day Breakfast ที่มีไส้กรอก Plant-based และไข่คนจากเต้าหู้ คือดีงามมาก ๆ ค่ะ ฉันเคยไปเจอคาเฟ่แถวอารีย์ที่เค้ามีเมนูกะเพรา Plant-based ที่ใช้เห็ดและเต้าหู้ผัดกับเครื่องกะเพราจัดจ้าน หอมกลิ่นใบกะเพราสด ๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวกล้อง คืออร่อยจนอยากจะกินทุกวันเลยค่ะ บรรยากาศในคาเฟ่ก็ดี นั่งสบาย เหมาะกับการไปนั่งทำงานจิบกาแฟ Plant-based หรือจะไปเม้าท์มอยกับเพื่อน ๆ ก็เพลินดีนะคะ แถมหลาย ๆ คาเฟ่ยังใช้วัตถุดิบออร์แกนิกอีกด้วย ทำให้เรามั่นใจได้เลยว่ากำลังกินของดี มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายจริง ๆ
เคล็ดลับการเลือกเมนูอร่อยสำหรับชาว Flexitarian มือใหม่
สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นปรับมาทาน Flexitarian Diet อาจจะยังงง ๆ ว่าจะสั่งอะไรดีนะ ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ ฉันมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก สำหรับฉันเอง เวลาไปร้านอาหารไม่ว่าจะร้านประเภทไหน ก็มักจะมองหาเมนูที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลัก หรือเมนูที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นร้านอาหารไทย ก็อาจจะลองสั่งผัดผักรวมมิตร แกงส้ม แกงเลียง หรือเมนูเต้าหู้ต่าง ๆ แล้วอาจจะสั่งไข่เจียวมาเพิ่มโปรตีนก็ได้ค่ะ หรือถ้าไปร้านอาหารฝรั่ง ก็จะมองหาเมนูสลัดที่มีโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี หรือควินัว หรือบางทีก็เลือกพาสต้าซอสมะเขือเทศที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แล้วอาจจะขอเพิ่มผักย่างหรือเห็ดเข้าไปแทน ที่สำคัญคืออย่ากลัวที่จะถามพนักงานนะคะ หลาย ๆ ร้านเค้ายินดีที่จะปรับเปลี่ยนเมนูให้เราเสมอค่ะ
พลิกแพลงเมนูโปรดให้กลายเป็น Flexitarian Version
เชื่อไหมคะว่าเมนูโปรดของเราหลาย ๆ อย่าง สามารถนำมาปรับให้เป็น Flexitarian Version ได้ง่าย ๆ เลยนะ อย่างเช่น ถ้าชอบกินเบอร์เกอร์ เดี๋ยวนี้มีเบอร์เกอร์ Plant-based ที่เนื้อสัมผัสและรสชาติเหมือนเนื้อจริง ๆ ออกมาเยอะมาก หรือถ้าชอบพิซซ่า ก็เลือกหน้าผักรวม แล้วอาจจะเพิ่มเห็ด หรือมะเขือเทศอบแห้งเข้าไปแทนเนื้อสัตว์ บางทีฉันก็ชอบทำเมนูโปรดของตัวเองที่บ้าน อย่างเช่น ลาบเห็ด ที่ใช้เห็ดหลากหลายชนิดมาทำแทนเนื้อหมู หรือแกงอ่อมผักรวมที่ใส่เต้าหู้แทนปลา คือมันอร่อยไม่แพ้ของจริงเลยค่ะ ที่สำคัญคือเราได้ควบคุมวัตถุดิบเองด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าสะอาด ปลอดภัย และมีประโยชน์เต็มที่ การได้ทดลองทำอาหารเองนี่แหละคือเสน่ห์ของการกินแบบ Flexitarian เพราะมันทำให้เราได้ค้นพบรสชาติใหม่ ๆ และมีความสุขกับการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ไม่จำเจ
มองหา Hidden Gems: ร้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่
บางทีร้านอาหารอร่อย ๆ ที่เหมาะกับชาว Flexitarian ก็ไม่ได้เป็นร้านใหญ่โตหรูหราเสมอไปนะคะ หลายครั้งที่ฉันไปเจอ “Hidden Gems” หรือร้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ แต่กลับมีเมนูเด็ดที่อร่อยเกินคาด อย่างเช่น ร้านอาหารอีสานเล็ก ๆ แถวบ้านที่เค้ามีส้มตำเจอร่อยมาก ๆ หรือร้านอาหารตามสั่งที่สามารถสั่งเมนูผัดผักหรือต้มยำน้ำใสแบบไม่ใส่เนื้อสัตว์ได้ แล้วรสชาติก็ออกมากลมกล่อมจัดจ้าน คือมันเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ค้นพบอะไรแบบนี้ค่ะ การได้พูดคุยกับเจ้าของร้านก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่ง เพราะเราจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของเมนู และความตั้งใจในการทำอาหารของเค้า บางครั้งร้านเล็ก ๆ เหล่านี้ก็ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่สดใหม่ ทำให้รสชาติอาหารยิ่งอร่อยเป็นพิเศษเลยค่ะ
เปิดวาร์ป! ร้าน Flexitarian ยอดฮิตที่ต้องไปลอง
มาค่ะทุกคน! ได้เวลาเปิดลิสต์ร้านโปรดในใจของฉันที่เหมาะกับชาว Flexitarian สุด ๆ แล้วนะคะ แต่ละร้านคือคัดมาแล้วว่าอร่อยจริง บรรยากาศดี มีเมนูหลากหลายที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพและชอบกินผักแบบเราแน่นอน รับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวัง ได้รูปสวย ๆ กลับมาลงโซเชียลแน่นอนค่ะ เพราะนอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว การตกแต่งของแต่ละร้านก็คือดีงามไม่แพ้กันเลย
ร้านที่ฉันประทับใจและอยากแนะนำ
ฉันเองมีร้านประจำอยู่หลายร้านเลยค่ะ หนึ่งในนั้นคือร้าน Broccoli Revolution ที่สุขุมวิท 49 ที่นี่คือสวรรค์ของคนรัก Plant-based เลยก็ว่าได้ เมนูเค้าหลากหลายมาก ตั้งแต่เบอร์เกอร์, พิซซ่า, สลัด, ไปจนถึงอาหารไทยฟิวชั่น ฉันชอบเบอร์เกอร์เห็ดทรัฟเฟิลของเค้ามาก ๆ ค่ะ ขนมปังนุ่ม เนื้อเห็ดหอม ๆ กัดเข้าไปนี่คือฟินสุด ๆ อีกร้านที่ชอบไม่แพ้กันคือ Veganerie Concept ที่ Emporium (และอีกหลายสาขา) ที่นี่ดังเรื่องขนมหวาน Plant-based ที่อร่อยจนลืมไปเลยว่าไม่มีนม เนย ไข่ ฉันชอบแพนเค้กและไอศกรีมของเค้ามาก ๆ ค่ะ กินแล้วรู้สึกผิดน้อยกว่ากินขนมหวานทั่วไปเยอะเลย แถมยังมีอาหารคาวให้เลือกเยอะด้วยนะ
ลิ้มรสความอร่อยจากธรรมชาติ: ตัวเลือกที่หลากหลาย
นอกจากร้านสาย Plant-based จ๋า ๆ แล้ว ร้านอาหารไทยที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ อย่างร้านอาหารเหนือบางร้านในกรุงเทพฯ ที่เค้ามีเมนูผักพื้นบ้านเยอะมาก หรือร้านอาหารอีสานที่สามารถสั่งเมนูตำต่าง ๆ แบบไม่ใส่ปลาร้าหรือเนื้อสัตว์ได้ บางทีฉันก็แวะร้านอาหารญี่ปุ่นที่เค้ามีเมนูเต้าหู้ โซบะ หรือเมนูผักดอง คือมันทำให้การกิน Flexitarian ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ การได้ลองเมนูที่หลากหลายจากวัฒนธรรมอาหารต่าง ๆ ทำให้เราเปิดโลกการกิน และพบว่าผักผลไม้สามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูที่อร่อยได้ไม่รู้จบจริง ๆ นะคะ มันเป็นการผจญภัยในโลกของรสชาติที่ฉันเองก็เพลินไปกับมันมาก ๆ
เติมเต็มสุขภาพด้วยการกินแบบ Flexitarian: ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้
หลังจากที่ฉันลองปรับมาทานแบบ Flexitarian ได้สักพัก บอกเลยว่ามีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างภายนอก แต่ยังรวมถึงความรู้สึกภายในร่างกายด้วย มันเป็นความรู้สึกที่เบา สบาย และสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีพลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน ไม่ค่อยมีอาการง่วงระหว่างวันเหมือนเมื่อก่อน แถมยังช่วยเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติมากขึ้นด้วยนะ คือมันดีงามไปหมดเลยค่ะ การดูแลสุขภาพด้วยการเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ มันส่งผลไปถึงการใช้ชีวิตในภาพรวมจริง ๆ
ร่างกายที่เบาขึ้นและพลังงานที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือร่างกายที่รู้สึกเบาขึ้นมากค่ะ ไม่ค่อยมีอาการแน่นท้อง หรืออืดท้องหลังมื้ออาหารเหมือนเมื่อก่อน ทำให้รู้สึกสบายตัวตลอดทั้งวัน พอร่างกายสบาย จิตใจก็พลอยสบายไปด้วยค่ะ แถมยังมีพลังงานเหลือเฟือที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชอบ ไม่ว่าจะออกกำลังกาย ทำงาน หรือไปเที่ยว คือรู้สึกว่าร่างกายพร้อมที่จะลุยกับทุกสถานการณ์เลยค่ะ การได้กินผัก ผลไม้ และธัญพืชเยอะขึ้น มันเหมือนเป็นการเติมพลังงานบริสุทธิ์ให้กับร่างกายของเราอย่างแท้จริงเลยนะคะ ไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มชูกำลังบ่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ผิวพรรณสดใสและอารมณ์ที่สดชื่น
นอกจากเรื่องของร่างกายที่เบาขึ้นแล้ว สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นคือผิวพรรณที่ดูสดใสขึ้นค่ะ อาจจะเป็นเพราะได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชผักผลไม้เยอะขึ้น ทำให้ผิวดูมีออร่าเปล่งปลั่งขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นอะไรที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราแฮปปี้สุด ๆ เลยใช่ไหมคะ!
และที่สำคัญคือเรื่องของอารมณ์ค่ะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ที่คงที่มากขึ้น ไม่ค่อยหงุดหงิดง่ายเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นเพราะการกินอาหารที่มีประโยชน์ส่งผลต่อสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้เรามีสภาวะอารมณ์ที่ดีขึ้นโดยธรรมชาติก็ได้นะ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีงามมาก ๆ เลยค่ะที่อยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัส
เมนู Flexitarian ที่ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

บางทีการออกไปกินนอกบ้านบ่อย ๆ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงใช่ไหมคะ ดังนั้นการทำเมนู Flexitarian ง่าย ๆ ที่บ้านก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีงามมาก ๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่ประหยัด แต่เรายังสามารถเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีที่ชอบได้อย่างเต็มที่ แถมยังสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วยนะ ฉันเองก็ชอบเข้าครัวทำอาหาร Flexitarian ง่าย ๆ ที่บ้านบ่อย ๆ ค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และได้ดูแลสุขภาพของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
วัตถุดิบใกล้ตัวสร้างสรรค์เมนูอร่อย
จริง ๆ แล้ววัตถุดิบสำหรับทำเมนู Flexitarian ไม่ได้หายากเลยค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสดทั่วไป อย่างเช่น ผักสดตามฤดูกาล เห็ดชนิดต่าง ๆ เต้าหู้ ถั่วชนิดต่าง ๆ ธัญพืชไม่ขัดสี และผลไม้สด แค่มีวัตถุดิบเหล่านี้ เราก็สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลายแล้วค่ะ เช่น ฉันชอบทำสลัดโรลไส้ผักรวมกับเต้าหู้ย่างราดน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไม่ใส่พริก หรือจะเป็นผัดกะเพราเห็ดรวมใส่เต้าหู้ ที่กินกับข้าวกล้องร้อน ๆ คืออร่อยฟินเหมือนกินกะเพราเนื้อสัตว์เลยค่ะ บางทีก็ลองทำแกงเลียงผักรวมใส่เห็ดและฟักทอง คือหวานอร่อยได้รสชาติจากผักเต็ม ๆ เลย
ตารางเปรียบเทียบเมนู Flexitarian ยอดนิยม (ทำเอง vs ร้านอาหาร)
การทำอาหาร Flexitarian ที่บ้านกับไปทานที่ร้านก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ ฉันลองทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูกันชัด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจของทุกคนค่ะ
| เมนูยอดนิยม | ทำเองที่บ้าน | ร้านอาหาร |
|---|---|---|
| สลัด |
|
|
| เบอร์เกอร์ Plant-based |
|
|
| แกงเขียวหวานเจ |
|
|
เที่ยวไปกินไปแบบ Flexitarian: ทริปสุขภาพดีที่ไม่พลาดของอร่อย
ใครว่าการกิน Flexitarian จะทำให้เราพลาดของอร่อย ๆ เวลาไปเที่ยวคะ? ไม่จริงเลยค่ะ! ฉันเองเป็นคนชอบเที่ยวมาก ๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ และบอกเลยว่าการกินแบบ Flexitarian ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวของฉันเลยแม้แต่น้อย بالعكس มันทำให้ฉันได้ลองเปิดใจกับอาหารท้องถิ่นที่ทำจากพืชผักเยอะขึ้น ได้ค้นพบร้านอาหารดี ๆ ที่บางทีนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะมองข้ามไปด้วยซ้ำ
วางแผนการกินล่วงหน้า: เที่ยวสนุกกินเพลิน
เวลาไปเที่ยว สิ่งสำคัญคือการวางแผนล่วงหน้าค่ะ! โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ฉันจะชอบค้นหาร้านอาหาร Plant-based หรือร้านอาหารที่มีตัวเลือกเมนูเจ/มังสวิรัติในเมืองที่เราจะไปก่อนเสมอ เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลร้านอาหารเหล่านี้เยอะมาก ทำให้การค้นหาเป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ บางทีฉันก็จะดูรีวิวจากคนท้องถิ่นด้วย เพื่อให้ได้ร้านที่อร่อยและน่าเชื่อถือจริง ๆ การวางแผนแบบนี้ทำให้เราไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะกินอะไรดีเวลาไปถึงที่นั่นแล้ว แถมยังช่วยให้เราได้ลองร้านใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยผักผลไม้สดๆ หรือร้านอาหารเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย ที่มักจะมีเมนูเจที่อร่อยเกินคาด!
ลองชิมอาหารท้องถิ่น: ประสบการณ์ที่น่าจดจำ
อีกหนึ่งความสุขของการเที่ยวคือการได้ลองชิมอาหารท้องถิ่นใช่ไหมคะ การกินแบบ Flexitarian ก็ไม่ได้ทำให้เราพลาดโอกาสนี้เลยค่ะ อย่างเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดในไทย ฉันก็มักจะมองหาเมนูผักพื้นบ้านตามร้านอาหารท้องถิ่น หรือเมนูที่สามารถปรับเป็นมังสวิรัติได้ เช่น แกงผักหวานปลากรอบ (แต่ขอไม่ใส่ปลา) หรือยำเห็ดต่าง ๆ บางครั้งก็ได้เจอร้านที่เค้าทำอาหารเจอร่อยมาก ๆ จนต้องกลับไปซ้ำเลยค่ะ หรือถ้าไปต่างประเทศ ก็จะลองหาเมนู Street Food ที่ทำจากผักหรือเต้าหู้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีให้เลือกเยอะมาก ๆ ค่ะ การได้ลองชิมอาหารท้องถิ่นในรูปแบบ Flexitarian นี่แหละที่ทำให้ทริปของเรามีความทรงจำที่ไม่เหมือนใคร และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการกินอยู่เสมอเลยนะ
ส่งท้ายกับไลฟ์สไตล์ Flexitarian ที่ใช่สำหรับทุกคน
หลังจากที่ได้คุยกันมายาว ๆ ฉันหวังว่าทุกคนจะได้เห็นแล้วนะคะว่าการกินแบบ Flexitarian ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แถมยังดีต่อสุขภาพและดีต่อโลกของเราอีกด้วยค่ะ มันคือไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของแต่ละคน ทำให้เรามีความสุขกับการกินโดยไม่ต้องรู้สึกกดดันตัวเองเลย การได้ลองเปิดใจให้กับอาหารจากพืชผักผลไม้ มันทำให้ฉันได้ค้นพบรสชาติใหม่ ๆ และได้ดูแลตัวเองให้ดีขึ้นในทุก ๆ วันค่ะ
เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเองวันนี้
ถ้าใครกำลังลังเลว่าจะเริ่มดีไหม ฉันบอกเลยว่าอย่ารอช้าค่ะ! ลองเริ่มจากการลดปริมาณเนื้อสัตว์ลงในแต่ละมื้อ หรือลองทานมังสวิรัติสัก 2-3 วันต่อสัปดาห์ดูก่อนก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องหักดิบไปเลยทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ค่อยเป็นค่อยไป มักจะยั่งยืนกว่าเสมอ ที่สำคัญคือการรับฟังร่างกายของตัวเองนะคะ ลองดูว่าร่างกายของเราตอบสนองต่อการกินแบบนี้อย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วปรับให้เข้ากับตัวเองให้มากที่สุด การกินอาหารควรเป็นเรื่องสนุกและมีความสุขไม่ใช่การบังคับตัวเองค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถมีความสุขกับไลฟ์สไตล์ Flexitarian ได้แน่นอน
แบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อน ๆ และคนรอบข้าง
สุดท้ายนี้ ฉันอยากจะชวนทุกคนมาแบ่งปันประสบการณ์การกินแบบ Flexitarian ของตัวเองกันบ้างนะคะ ถ้าใครมีร้านอาหารโปรด หรือมีเมนูเด็ดที่อยากแนะนำ ก็มาคอมเมนต์บอกกันได้เลยค่ะ การได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันนี่แหละที่จะช่วยให้ชุมชนคนรักสุขภาพของเราแข็งแรงขึ้น และทำให้เรามีตัวเลือกดี ๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ หรือถ้าใครมีคำถามเกี่ยวกับการกินแบบ Flexitarian ก็ทิ้งไว้ได้เลยนะคะ ฉันยินดีที่จะตอบทุกคำถามเลยค่ะ มาร่วมสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์การกินที่มีความสุขและดีต่อสุขภาพไปพร้อม ๆ กันนะคะทุกคน!
บทสรุปส่งท้าย
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดโลกและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนที่สนใจการกินแบบ Flexitarian ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ สำหรับฉันแล้ว ไลฟ์สไตล์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มันคือการเดินทางที่ทำให้เราได้รู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น ได้ดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ เลยค่ะ การได้ลองปรับเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยก็เป็นได้
ฉันเองก็ยังคงสนุกกับการค้นพบร้านอาหารใหม่ ๆ และสร้างสรรค์เมนู Flexitarian ของตัวเองอยู่เสมอค่ะ เพราะการกินแบบนี้มันยืดหยุ่นและให้อิสระกับเราจริง ๆ ไม่ต้องรู้สึกกดดันหรือเคร่งครัดจนเกินไป ขอแค่เรามีความสุขกับการเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเองก็พอแล้วค่ะ มาร่วมเป็นชาว Flexitarian ที่มีสุขภาพดีไปด้วยกันนะคะ!
ข้อมูลน่ารู้และเป็นประโยชน์
1. เริ่มต้นทีละน้อย: ไม่จำเป็นต้องหักดิบเปลี่ยนมาทาน Flexitarian ทันทีนะคะ ลองเริ่มจากการลดเนื้อสัตว์ลงวันละมื้อ หรือเลือกทานมังสวิรัติ 2-3 วันต่อสัปดาห์ดูก่อน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับการกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นค่ะ การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เราทำได้อย่างยั่งยืนและไม่รู้สึกฝืนตัวเองมากเกินไป
2. เน้นความหลากหลายของพืชผัก: ลองสำรวจผักผลไม้ตามฤดูกาล และธัญพืชต่าง ๆ ให้มากขึ้นนะคะ นอกจากจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้ว ยังทำให้มื้ออาหารของเราไม่น่าเบื่ออีกด้วย ลองมองหาผักพื้นบ้านที่ไม่เคยกิน หรือผลไม้แปลก ๆ มาลองชิมดูบ้าง รับรองว่าได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ แน่นอนค่ะ
3. แหล่งโปรตีนจากพืช: อย่าลืมว่าโปรตีนไม่ได้มีแค่ในเนื้อสัตว์นะคะ แหล่งโปรตีนจากพืชมีมากมาย เช่น เต้าหู้ ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี ถั่วเหลือง คีนัว หรือเห็ดต่าง ๆ ลองนำมาปรับใช้ในเมนูโปรดของคุณดูค่ะ รับรองว่าอร่อยและอิ่มไม่แพ้กัน แถมยังดีต่อสุขภาพและระบบขับถ่ายอีกด้วยนะ
4. ค้นหาร้านอาหารที่เป็นมิตรกับ Flexitarian: เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ๆ มีร้านอาหาร Plant-based หรือร้านที่มีเมนูสำหรับชาวมังสวิรัติเยอะมากค่ะ ลองใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ค้นหาร้านอาหารสุขภาพใกล้บ้าน หรือสอบถามจากเพื่อน ๆ ที่ทานแนวเดียวกัน ก็จะช่วยให้เรามีตัวเลือกในการกินนอกบ้านที่ไม่จำเจ และสะดวกสบายมากขึ้นค่ะ
5. เตรียมอาหารเองที่บ้าน: การทำอาหาร Flexitarian ที่บ้านช่วยให้เราควบคุมวัตถุดิบและความสะอาดได้เต็มที่ แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเลยค่ะ ลองค้นหาสูตรอาหารง่าย ๆ จากอินเทอร์เน็ต หรือลองพลิกแพลงเมนูโปรดของคุณให้เป็นเวอร์ชัน Plant-based ดู รับรองว่าสนุกและได้สุขภาพดีแบบเต็ม ๆ เลยค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญ
สรุปแล้ว การกินแบบ Flexitarian คือไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเราค่ะ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกกินเนื้อสัตว์ไปเลย แต่เป็นการเน้นการบริโภคพืชผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเริ่มต้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนทีละนิด สร้างความหลากหลายในมื้ออาหาร และเปิดใจลองเมนูใหม่ ๆ จากพืชผัก คุณก็จะสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้น ร่างกายที่เบาสบาย และผิวพรรณที่สดใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ
ที่สำคัญคือการมีความสุขกับการกินและการเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง ไม่ต้องเครียดหรือกดดัน การได้ออกไปสำรวจร้านอาหารอร่อย ๆ ที่มีตัวเลือก Plant-based หรือสนุกกับการทำอาหาร Flexitarian ที่บ้าน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไลฟ์สไตล์นี้มีเสน่ห์และไม่น่าเบื่อเลยค่ะ มาดูแลสุขภาพและสร้างความสมดุลให้ชีวิตด้วยการกินแบบ Flexitarian ไปด้วยกันนะคะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: การกินแบบ Flexitarian Diet คืออะไรคะ แล้วมันต่างจากการเป็นมังสวิรัติยังไงบ้าง?
ตอบ: Flexitarian Diet คือการกินอาหารที่เน้นพืชผักเป็นหลักค่ะ แต่เรายังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างเป็นครั้งคราว ไม่ได้เคร่งครัดเท่ามังสวิรัติที่งดเนื้อสัตว์ทุกชนิดเลย ข้อดีคือมันยืดหยุ่นมาก ๆ เลยค่ะ ไม่ทำให้เรารู้สึกกดดันตัวเองจนเลิกไปกลางคันเหมือนตอนที่เราพยายามจะงดเนื้อสัตว์แบบ 100% เลยนะ พูดง่ายๆ คือเป็นมังสวิรัติแบบสบายๆ มีอิสระในการเลือกกินมากกว่าค่ะ เหมาะกับคนที่อยากดูแลสุขภาพและอยากลองลดการทานเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังอยากมีความสุขกับอาหารอร่อยๆ ที่หลากหลายในชีวิตประจำวันค่ะ
ถาม: ทำไมคนไทยถึงหันมาสนใจ Flexitarian Diet กันเยอะขึ้นคะ ทั้งที่อาหารไทยก็มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบเยอะเลย?
ตอบ: ฉันเองก็สังเกตเห็นเลยค่ะว่าช่วงหลังมานี้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินค่ะ เทรนด์ Flexitarian Diet มันตอบโจทย์คนไทยหลายๆ คนที่อยากได้ประโยชน์จากพืชผัก แต่ก็ยังตัดใจจากเมนูเนื้อสัตว์โปรดไม่ได้หมด แถมเดี๋ยวนี้ร้านอาหารไทยเองก็มีเมนูทางเลือกสำหรับคนไม่ทานเนื้อสัตว์หรือ Plant-based ที่สร้างสรรค์และอร่อยขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากพืชที่ทำมาทดแทนเนื้อสัตว์ หรือการปรับสูตรเมนูไทยๆ ให้เป็นมังสวิรัติ ทำให้เราสามารถสั่งอาหารอร่อยๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องอดเลยค่ะ มันเลยกลายเป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับคนยุคใหม่ที่อยากสุขภาพดีแต่ก็ยังคงความสุขในการกินอาหารไทยรสจัดจ้านค่ะ
ถาม: สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มกินแบบ Flexitarian Diet ในเมืองไทย ควรจะเริ่มต้นยังไงดีคะ ถึงจะไม่รู้สึกกดดันตัวเอง?
ตอบ: ถ้าเป็นมือใหม่แล้วอยู่ในเมืองไทยนะ ฉันแนะนำว่าลองเริ่มง่ายๆ เลยค่ะ ไม่ต้องรีบร้อน เช่น ลองตั้งเป้า “Meatless Monday” หรือ “วันจันทร์ปลอดเนื้อสัตว์” ดูก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนวันขึ้นไป หรือลองเริ่มต้นมื้อเช้าด้วยเมนูจากพืชผักผลไม้ดูค่ะ เดี๋ยวนี้ในร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีตัวเลือก Plant-based เยอะมากเลยนะ ลองเอาเต้าหู้มาทำกับข้าวแทนเนื้อสัตว์ หรือสั่งเมนูโปรดที่ร้านอาหารแต่เลือกแบบไม่มีเนื้อสัตว์ดูค่ะ ที่สำคัญคือไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าวันไหนเราเผลอกินเนื้อสัตว์ไปบ้าง เพราะหัวใจของ Flexitarian คือความยืดหยุ่นค่ะ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ตามความพร้อมของร่างกายและความรู้สึกของเรา รับรองว่าทำได้แน่นอนค่ะ!






