เปิดครัว Flexitarian ทำง่าย อร่อยสุขภาพดี ไม่ต้องเครียด ฉบับคนไทย

webmaster

플렉시테리언 식단으로 요리하는 쉬운 방법 - **Prompt:** A vibrant, sunlit indoor scene in a modern Thai kitchen. A healthy and happy young Thai ...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวรักสุขภาพทุกคน! ช่วงนี้กระแสการดูแลตัวเองมาแรงแซงทุกโค้งเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่เราต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Flexitarian Diet” มาบ้างแล้วใช่ไหมคะ?

คือบอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นวิถีชีวิตที่กำลังได้รับความนิยมมากๆ เพราะมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่อยากกินดีมีประโยชน์ แต่ก็ไม่อยากเคร่งจนรู้สึกอึดอัดจนเกินไปนั่นเองค่ะฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลองปรับมาทานแบบ Flexitarian แล้วรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นเยอะมาก ไม่ต้องอดอาหารที่ชอบ แถมยังได้ลองเมนูใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวานเจ ผัดไทยใส่เต้าหู้ หรือส้มตำที่ไม่ต้องงดเนื้อสัตว์ไปเสียทีเดียว ทำให้เรามีความสุขกับการกินมากขึ้น โดยที่สุขภาพก็ดีขึ้นตามไปด้วย แถมยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ เพราะเราไม่ได้เน้นการบริโภคเนื้อสัตว์ทุกวันนั่นเองค่ะ นี่แหละค่ะคือเสน่ห์ของ Flexitarian Diet ที่ไม่ว่าจะสายเนื้อ สายผัก หรือใครที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลตัวเอง ก็สามารถทำตามได้ไม่ยากเลยจริงๆ ค่ะ ถ้าอยากรู้แล้วว่าการเริ่มต้นทำอาหารแบบ Flexitarian ให้ง่ายแสนง่าย และปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรบ้าง มาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กันนะคะ!

Flexitarian Diet: กินอย่างสมดุล ไม่ต้องอด ก็ปังได้

플렉시테리언 식단으로 요리하는 쉬운 방법 - **Prompt:** A vibrant, sunlit indoor scene in a modern Thai kitchen. A healthy and happy young Thai ...

มารู้จักกับ “Flexitarian” ให้มากกว่าที่เคย

พูดถึง Flexitarian Diet หลายคนอาจจะนึกถึงการกินมังสวิรัติบ้าง วีแกนบ้าง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่การจำกัดตัวเองแบบสุดโต่งขนาดนั้นเลยค่ะเพื่อนๆ หลักการของ Flexitarian คือ “ยืดหยุ่น” ตามชื่อเลยค่ะ คือเราจะเน้นการบริโภคพืชผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้เป็นหลัก แต่ก็ยังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างในบางโอกาส ไม่ได้บังคับว่าห้ามกินเนื้อสัตว์เด็ดขาด ซึ่งอันนี้แหละที่ฉันชอบมาก เพราะปกติเป็นคนชอบกินเนื้อสัตว์มากกกก แต่พอมาลองปรับแบบนี้ ก็ยังได้ทานสิ่งที่ชอบบ้าง ไม่รู้สึกอึดอัดเลยค่ะ แถมร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้น สดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ ที่สำคัญคือมันช่วยให้เราได้สำรวจวัตถุดิบและเมนูใหม่ๆ ที่ไม่เคยลองมาก่อนเยอะมาก จากที่เคยวนๆ กินแต่เมนูเดิมๆ ตอนนี้คือเปิดโลกการทำอาหารไปเลยค่ะ จะบอกว่านี่ไม่ใช่แค่การกินเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองเลยก็ว่าได้ค่ะ ใครที่กังวลว่าจะทำได้ไหม ลองเปิดใจดูนะคะ เพราะมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

ทำไม Flexitarian ถึงเป็นทางเลือกที่ดีของคนยุคนี้

ในยุคที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ชีวิตก็เร่งรีบไม่แพ้กัน Flexitarian Diet จึงกลายเป็นทางเลือกที่ลงตัวมากๆ เลยค่ะ อย่างแรกเลยคือมัน “ทำได้จริง” ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมานั่งคำนวณแคลอรี่เป๊ะๆ หรือต้องงดอาหารที่ชอบจนหมด ซึ่งถ้าใครที่เคยลองลดน้ำหนักแบบเคร่งๆ จะรู้เลยว่ามันยากแค่ไหน และสุดท้ายก็มักจะตบะแตกอยู่ดีใช่ไหมคะ?

แต่ Flexitarian คือให้เราค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ลดเนื้อสัตว์ลง หันมาเน้นพืชผักมากขึ้น ซึ่งอันนี้แหละที่ฉันสัมผัสได้เลยว่ามันยั่งยืนกว่ามาก ไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ แต่เราสามารถทำได้ไปตลอด นอกจากนี้ การกินพืชผักมากขึ้นยังช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย ผิวพรรณ และภูมิคุ้มกันของเราด้วยนะ อย่างฉันเองที่เคยมีปัญหาเรื่องท้องผูก พอปรับมาทานแบบนี้ ระบบขับถ่ายก็ดีขึ้นจนน่าตกใจเลยค่ะ แถมยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ ได้ทั้งวัน ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าง่ายเหมือนเมื่อก่อนเลยค่ะ

เริ่มต้น Flexitarian Diet ยังไงให้สนุก ไม่รู้สึกฝืน

ค่อยๆ ปรับ ไม่ต้องรีบร้อน

สำหรับใครที่กำลังจะลองเริ่มต้น Flexitarian Diet ฉันอยากบอกเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ากดดันตัวเอง” ค่ะ การเปลี่ยนแปลงอะไรที่หักโหมเกินไปมักจะไม่ยั่งยืนเสมอ จริงไหมคะ?

แทนที่จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ดูก่อนก็ได้ค่ะ เช่น เริ่มจากงดเนื้อสัตว์ 1-2 วันต่อสัปดาห์ หรือแค่ลองเปลี่ยนจากมื้อเที่ยงที่เคยทานเนื้อสัตว์มาเป็นเมนูที่มีโปรตีนจากพืชแทน เช่น เต้าหู้ ถั่ว หรือเห็ด ซึ่งอันนี้ฉันลองแล้วเวิร์คมากค่ะ เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับ และยังคงได้ทานอาหารที่หลากหลายอยู่ พอทำไปสักพัก ร่างกายก็จะเริ่มชิน และเราก็จะเริ่มอยากทานพืชผักมากขึ้นเองโดยธรรมชาติค่ะ นอกจากนี้ การค่อยๆ ปรับยังช่วยให้เราได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับวัตถุดิบจากพืชใหม่ๆ ได้มากขึ้นด้วยนะ อย่างฉันเองก็เพิ่งมารู้จักพืชผักบางชนิดที่มีประโยชน์มากๆ ก็ตอนที่เริ่มหันมาทาน Flexitarian นี่แหละค่ะ

Advertisement

ช้อปปิ้งวัตถุดิบอย่างฉลาด สไตล์ Flexitarian

การเตรียมตัวเรื่องวัตถุดิบถือเป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะถ้าเรามีวัตถุดิบพร้อม การทำอาหารก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสด ลองมองหาผักผลไม้ตามฤดูกาลดูนะคะ เพราะนอกจากจะสดใหม่แล้ว ราคาก็ยังถูกกว่าด้วยค่ะ แล้วก็อย่าลืมพวกร้านค้าที่เน้นสินค้าออร์แกนิกหรือสินค้าจากเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งเดี๋ยวนี้หาได้ไม่ยากเลยค่ะ การเลือกซื้อของแบบนี้ไม่ได้แค่ดีต่อสุขภาพเราเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ ส่วนพวกโปรตีนจากพืชก็มีให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ เลนทิล หรือผลิตภัณฑ์จากพืชต่างๆ ที่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อเลยค่ะ ลองซื้อมาติดตู้เย็นไว้ แล้วจะรู้ว่าการทำเมนู Flexitarian มันง่ายแสนง่าย แถมยังอร่อยไม่แพ้เมนูเนื้อสัตว์เลยนะ ที่สำคัญคือวัตถุดิบเหล่านี้เก็บได้นาน ทำให้เราสามารถวางแผนการทำอาหารได้ล่วงหน้า และประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารได้เยอะเลยค่ะ

เมนู Flexitarian แสนอร่อย สไตล์ไทยๆ ที่ใครก็ทำได้

จากแกงป่าเจถึงผัดกะเพราเต้าหู้: อร่อยไม่จำเจ

หลายคนอาจจะคิดว่าอาหาร Flexitarian มันจะจืดชืด ไม่อร่อยใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าคิดผิดถนัดค่ะ! เพราะจริงๆ แล้วอาหารไทยของเรามีเมนูที่สามารถปรับเป็น Flexitarian ได้แบบสบายๆ และอร่อยมากๆ เลยนะ อย่างแกงป่าเจรสจัดจ้านที่ใส่เห็ดนานาชนิด มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว หรือจะเป็นผัดกะเพราเต้าหู้ที่ใส่เห็ด โปรตีนเกษตร รสชาติเข้มข้นจัดจ้านไม่แพ้ผัดกะเพราหมูสับเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีเมนูโปรดของฉันอย่างส้มตำที่สามารถทานได้บ่อยๆ แค่ลดปริมาณปลาร้าลง หรือเลือกใช้ปลาร้าเจ (ถ้ามี) และเพิ่มผักเยอะๆ เข้าไป หรือจะลองทำยำเห็ดรวมมิตรก็ได้ รับรองว่าอร่อยแซ่บถึงใจ แถมยังดีต่อสุขภาพมากๆ ด้วยนะ ฉันลองทำเมนูเหล่านี้บ่อยมากค่ะ ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย เพราะว่าเราสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ หรือรสชาติได้ตามความชอบของเราได้ตลอดเวลา ทำให้การทำอาหารเป็นเรื่องสนุก และไม่จำเจเลยค่ะ ใครที่ชอบทำอาหารอยู่แล้ว บอกเลยว่านี่คือโอกาสดีที่จะได้โชว์ฝีมือและสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เลยค่ะ

สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ได้ไม่เบื่อ

หัวใจสำคัญของการทาน Flexitarian Diet ให้ยั่งยืนคือ “ความหลากหลาย” ค่ะ ยิ่งเรามีเมนูให้เลือกเยอะเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งไม่รู้สึกเบื่อและอยากทำตามไปเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ?

ลองใช้จินตนาการและวัตถุดิบที่เรามีอยู่ในตู้เย็นมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ดูค่ะ บางครั้งเมนูที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญก็กลายเป็นเมนูโปรดของเราไปเลยก็มีนะ อย่างฉันเองก็เคยเอาโปรตีนเกษตรมาผัดกับพริกแกงเผ็ดใส่หน่อไม้ ได้เป็นเมนูที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ แต่กลับอร่อยจนต้องทำซ้ำเลยค่ะ หรือบางวันก็ลองทำสลัดผักรวมกับถั่วต่างๆ ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิก ก็ได้เมนูเบาๆ ที่สดชื่นมากๆ นอกจากนี้ การหาแรงบันดาลใจจากหนังสือสูตรอาหาร หรือช่องยูทูบสอนทำอาหารสุขภาพก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เดี๋ยวนี้มีเชฟหลายคนที่ทำเมนู Flexitarian หรือ Plant-based ออกมาให้เราได้ลองทำตามเยอะมาก รับรองว่าไม่มีวันเบื่อแน่นอนค่ะ และถ้าใครมีเมนูโปรดของตัวเอง ก็อย่าลืมเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ลองทำตามกันบ้างนะคะ

เคล็ดลับเพิ่มโปรตีนและสารอาหารครบถ้วนสำหรับ Flexitarian

แหล่งโปรตีนจากพืชที่คุณอาจมองข้าม

เวลาพูดถึงโปรตีน หลายคนมักจะนึกถึงเนื้อสัตว์เป็นหลักใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วพืชผักของเราก็มีโปรตีนสูงไม่แพ้กันเลยนะ! อย่างถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้ Tempeh หรือ Natto เป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดที่มีกรดอะมิโนครบถ้วนเลยค่ะ ถั่วชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วลูกไก่ ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือ Lentils ก็มีโปรตีนสูงและนำมาทำอาหารได้หลากหลายมากเลยค่ะ ลองเอาถั่วลูกไก่ไปทำเป็น Hummus ไว้จิ้มกับผักสด หรือเอาไปใส่ในสลัดก็อร่อยค่ะ นอกจากนี้ยังมี Quinoa เมล็ด Chia หรือเมล็ดแฟล็กซ์ ที่นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้ว ยังมีใยอาหารและไขมันดีอีกด้วยนะ ซึ่งอันนี้ฉันคอนเฟิร์มเลยว่าช่วยให้อิ่มนานมากๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวบ่อยเลยค่ะ สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับโปรตีนจากพืชเหล่านี้ ลองหาซื้อมาลองทำเมนูง่ายๆ ดูก่อนนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันอร่อยและดีต่อสุขภาพมากๆ เลยค่ะ

วิตามินและแร่ธาตุที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

ถึงแม้ Flexitarian Diet จะเป็นวิถีการกินที่ยืดหยุ่นและดีต่อสุขภาพ แต่ก็มีวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างที่เราอาจจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน อย่างเช่น วิตามินบี 12 ที่มักจะพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นหลัก เราอาจจะต้องหาแหล่งอาหารเสริม หรือทานอาหารที่เสริมวิตามินบี 12 เข้าไปบ้าง นอกจากนี้ แคลเซียม เหล็ก และโอเมก้า 3 ก็เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ ลองดูข้อมูลในตารางนี้ เพื่อช่วยให้เราสามารถวางแผนการบริโภคได้อย่างครบถ้วนและสมดุลมากขึ้นนะคะ ฉันเองก็คอยเช็คตารางแบบนี้บ่อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนค่ะ

สารอาหารที่ควรใส่ใจ แหล่งอาหารจากพืชที่ดีเยี่ยม เคล็ดลับจากฉัน
วิตามินบี 12 อาหารเสริม, นมพืชที่เสริมวิตามินบี 12, ซีเรียล ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อดูว่าจำเป็นต้องทานอาหารเสริมไหม
ธาตุเหล็ก ถั่วต่างๆ, ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, ผักโขม), Quinoa, เมล็ดฟักทอง ทานคู่กับวิตามินซี (เช่น น้ำส้ม) เพื่อช่วยในการดูดซึมเหล็ก
แคลเซียม นมพืช (นมถั่วเหลือง, นมอัลมอนด์), เต้าหู้, ผักใบเขียว, งาดำ เลือกนมพืชที่ไม่เติมน้ำตาล และเสริมแคลเซียม
โอเมก้า 3 เมล็ด Chia, เมล็ดแฟล็กซ์, วอลนัท, น้ำมันคาโนล่า โรยเมล็ด Chia ในสมูทตี้ หรือทานวอลนัทเป็นของว่าง
สังกะสี ถั่ว, เมล็ดฟักทอง, เมล็ดทานตะวัน, ข้าวโอ๊ต ทานถั่วเป็นของว่าง หรือเพิ่มในมื้ออาหารประจำวัน
Advertisement

ประสบการณ์ตรงจากฉัน: Flexitarian Diet เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นยังไงบ้าง

플렉시테리언 식단으로 요리하는 쉬운 방법 - **Prompt:** A close-up, beautifully styled overhead shot of an authentic Thai Flexitarian feast laid...

สุขภาพดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ตั้งแต่ฉันเริ่มปรับมาทาน Flexitarian Diet ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะมากเลยค่ะเพื่อนๆ อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเลยคือ “สุขภาพ” นี่แหละค่ะ จากที่เมื่อก่อนรู้สึกเฉื่อยๆ เหนื่อยง่าย แถมยังเป็นภูมิแพ้บ่อยๆ พอมาเน้นทานผักผลไม้มากขึ้น อาการเหล่านี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ฉันรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น มีพลังงานตลอดทั้งวัน ไม่รู้สึกง่วงซึมหลังทานข้าวกลางวันอีกต่อไป ที่สำคัญคือระบบขับถ่ายดีขึ้นมากกกกก จากที่เคยมีปัญหามาตลอด ตอนนี้คือสบายตัวสุดๆ ค่ะ ผิวพรรณก็ดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ ไม่ต้องทาครีมบำรุงเยอะแยะเหมือนเมื่อก่อนเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าการที่เราเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มันส่งผลดีจากภายในสู่ภายนอกจริงๆ นะคะ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในการกินนี่แหละค่ะที่สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับสุขภาพของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ความสุขจากการกินที่ไม่ต้องรู้สึกผิด

สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากๆ เกี่ยวกับ Flexitarian Diet คือมันทำให้ฉันมีความสุขกับการกินมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดเลยค่ะ เมื่อก่อนเวลาจะทานอะไรแต่ละทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าอ้วนไหม มีประโยชน์หรือเปล่า แต่พอมาทานแบบ Flexitarian ที่เน้นความยืดหยุ่น มันทำให้ฉันสามารถEnjoy กับอาหารที่หลากหลายได้มากขึ้น โดยที่ยังคงใส่ใจสุขภาพอยู่เสมอค่ะ อย่างบางวันที่อยากกินหมูกระทะกับเพื่อนๆ ก็ยังสามารถไปทานได้บ้าง ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องอดเลย ซึ่งมันดีมากๆ นะคะ ทำให้เรายังคงใช้ชีวิตทางสังคมได้ตามปกติ ไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นเลยค่ะ ที่สำคัญคือมันทำให้ฉันได้ค้นพบเมนูใหม่ๆ ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพเยอะมาก จากที่เคยคิดว่าอาหารสุขภาพต้องจืดชืด ตอนนี้คือเปิดโลกกว้างไปเลยค่ะ การกิน Flexitarian ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพกายนะ แต่ยังดูแลสุขภาพใจของเราให้มีความสุขกับการกินได้อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ

ข้อควรระวังและวิธีรับมือกับความท้าทายต่างๆ

เมื่อเพื่อนชวนกิน: จัดการยังไงดี?

แน่นอนค่ะว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องไปทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อนฝูง หรือมีงานเลี้ยงต่างๆ หลายคนอาจจะรู้สึกเกรงใจ หรือไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดีใช่ไหมคะ?

ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยมากค่ะ เคล็ดลับของฉันคือ “สื่อสารอย่างเข้าใจและยืดหยุ่น” ค่ะ ลองบอกเพื่อนๆ หรือเจ้าของงานไปตรงๆ ว่าเรากำลังปรับมาทานอาหารแนว Flexitarian ที่เน้นพืชผักมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างในบางโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพื่อนๆ จะเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีค่ะ อย่างถ้าไปร้านอาหาร ก็ลองเลือกเมนูที่มีผักเยอะๆ หรือสั่งเมนูโปรตีนจากพืชมาทานคู่กับเพื่อนๆ ก็ได้ค่ะ หรือถ้าเป็นงานเลี้ยงที่บ้านเพื่อน ก็อาจจะเสนอตัวช่วยเตรียมอาหารบางเมนูที่เป็น Flexitarian ไปด้วยก็ได้ค่ะ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เรามีอาหารที่เหมาะสมแล้ว ยังได้แบ่งปันเมนูอร่อยๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองทานอีกด้วยนะ จำไว้เสมอว่าการรักษาสมดุลทางสังคมก็สำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพค่ะ

Advertisement

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flexitarian ที่ต้องรู้

มีหลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Flexitarian Diet อยู่พอสมควรเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “Flexitarian ไม่ใช่มังสวิรัติหรือวีแกน” ที่งดเนื้อสัตว์เด็ดขาดนะคะ Flexitarian คือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง แต่ยังสามารถทานได้บ้างในบางโอกาส ซึ่งอันนี้สำคัญมากเลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เราไม่รู้สึกกดดันและสามารถทำตามได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บางคนอาจจะคิดว่าการทาน Flexitarian จะทำให้ขาดโปรตีน หรือสารอาหารอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราวางแผนการกินให้ดี เลือกทานโปรตีนจากพืชที่หลากหลาย ก็จะได้รับสารอาหารครบถ้วนแน่นอนค่ะ อย่างที่ฉันบอกไปในตารางด้านบน การใส่ใจเรื่องวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดเป็นพิเศษก็ช่วยได้ค่ะ การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถทาน Flexitarian ได้อย่างมั่นใจและมีความสุขมากขึ้นค่ะ อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือหรือความเข้าใจผิดต่างๆ นะคะ ลองศึกษาข้อมูลให้ดี หรือจะมาสอบถามฉันก็ได้ ยินดีให้คำแนะนำเสมอค่ะ

Flexitarian Diet กับผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม

กินน้อยลง ช่วยโลกได้มากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการผลิตเนื้อสัตว์จำนวนมากมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อมของเรา ทั้งเรื่องการใช้น้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการทำลายป่าไม้เพื่อสร้างพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ใช่ไหมคะ?

การที่เราปรับมาทาน Flexitarian Diet โดยลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงและหันมาเน้นพืชผักมากขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ค่ะ แม้ว่าเราจะไม่ได้งดเนื้อสัตว์ไปเสียทีเดียว แต่การที่เราลดปริมาณลง ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆ แล้วค่ะ ทุกการตัดสินใจของเราในการเลือกอาหาร มีส่วนช่วยให้โลกของเราดีขึ้นได้เสมอค่ะ ฉันเองก็รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้เลือกทานอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพเรานะ แต่ยังดีต่อโลกที่เราอยู่ด้วยค่ะ

ทางเลือกที่ดีกว่าเพื่ออนาคตของเรา

Flexitarian Diet ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์การกินชั่วคราว แต่เป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืนและเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพื่ออนาคตของเราทุกคนค่ะ การที่เราเลือกทานอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ แต่ยังช่วยลดภาระให้กับโลกของเราอีกด้วยนะคะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าคนส่วนใหญ่หันมาทานแบบ Flexitarian กันมากขึ้น โลกของเราจะน่าอยู่ขึ้นขนาดไหน?

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากการเลือกอาหารในแต่ละมื้อของเรานี่แหละค่ะ ที่จะส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยรวมของมนุษยชาติในระยะยาวค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ค่ะ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ปรับไปทีละนิด แล้วคุณจะพบว่าการกิน Flexitarian Diet มันดีต่อทั้งตัวเราและโลกของเราจริงๆ ค่ะ มาเริ่มต้นชีวิตแบบ Flexitarian ไปด้วยกันนะคะ!

글을มา치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ Flexitarian Diet อย่างละเอียดแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียดีๆ และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันนะคะ สำหรับฉันเอง การได้ปรับเปลี่ยนวิถีการกินมาเป็น Flexitarian ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารเท่านั้น แต่เป็นการปรับสมดุลชีวิตในหลายๆ ด้าน ทำให้ฉันมีความสุขกับการกินมากขึ้น สุขภาพกายดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และยังได้เป็นส่วนเล็กๆ ในการช่วยดูแลโลกของเราด้วยค่ะ

จำไว้เสมอนะคะว่า Flexitarian ไม่ใช่เรื่องของการจำกัด แต่เป็นเรื่องของ “ความยืดหยุ่น” และ “ความสมดุล” ค่ะ ไม่ต้องกดดันตัวเอง ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด แล้วคุณจะพบว่าการกินดี มีประโยชน์ และอร่อยไปพร้อมๆ กันนั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการสร้างสรรค์เมนู Flexitarian ในสไตล์ของตัวเองนะคะ แล้วมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้ฟังกันบ้างนะ!

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเลือก “วันงดเนื้อสัตว์” สัปดาห์ละ 1-2 วัน หรือค่อยๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อลง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ไม่ต้องหักโหมจนเกินไปค่ะ

2. สำรวจแหล่งโปรตีนจากพืชหลากหลายชนิด เช่น เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เห็ด ควินัว หรือเทมเป้ เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน และไม่รู้สึกจำเจกับการกินค่ะ

3. เน้นการบริโภคผักและผลไม้หลากสีสันตามฤดูกาล เพราะนอกจากจะสดใหม่และราคาดีแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งสำคัญต่อระบบขับถ่ายและภูมิคุ้มกันค่ะ

4. อย่าลืมใส่ใจกับวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่อาจต้องเสริมเป็นพิเศษ เช่น วิตามินบี 12, ธาตุเหล็ก, แคลเซียม และโอเมก้า 3 ซึ่งสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเลือกทานอาหารที่เสริมสารอาหารเหล่านี้ได้ค่ะ

5. เปิดใจลองเมนูใหม่ๆ และสนุกกับการสร้างสรรค์อาหาร Flexitarian ในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย จีน ฝรั่ง หรือฟิวชั่น เพราะความหลากหลายจะช่วยให้การกินเพื่อสุขภาพของคุณไม่น่าเบื่อและยั่งยืนค่ะ

สำคัญที่ต้องจำ

Flexitarian Diet คือวิถีการกินที่เน้น “ความยืดหยุ่น” ไม่ใช่การห้าม หรือการจำกัดตัวเองแบบสุดโต่งนะคะ หัวใจสำคัญคือการเน้นบริโภคพืชผักเป็นหลัก แต่ยังคงสามารถทานเนื้อสัตว์ได้บ้างในบางโอกาส ซึ่งแตกต่างจากการกินมังสวิรัติหรือวีแกนโดยสิ้นเชิงค่ะ นี่คือความดีงามที่ทำให้หลายคนสามารถทำตามได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

ประโยชน์ของการกิน Flexitarian ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นการร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้โลกของเราได้แล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิถีการกินให้เป็น Flexitarian ในแบบฉบับของตัวเองนะคะ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ปรับไปทีละก้าว แล้วคุณจะพบว่าสุขภาพที่ดีและจิตใจที่มีความสุขจากการกินนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้จริงค่ะ มาใช้ชีวิตอย่างสมดุลไปพร้อมๆ กันนะคะ!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Flexitarian Diet ที่พูดถึงกันเยอะๆ นี่มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วต่างจากการกินเจหรือมังสวิรัติธรรมดายังไงบ้าง?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะสับสน เพราะชื่อมันก็คล้ายๆ กันใช่ไหมคะ คือเอาจริงๆ แล้ว “Flexitarian Diet” มาจากคำว่า “Flexible” ที่แปลว่ายืดหยุ่น กับ “Vegetarian” ที่แปลว่ามังสวิรัติ พอรวมกันเลยหมายถึง การกินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นได้นั่นเองค่ะ หัวใจหลักคือการเน้นกินพืชผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ให้เป็นส่วนใหญ่ในแต่ละมื้ออาหารของเราค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่เหมือนกับการกินเจหรือมังสวิรัติแบบเคร่งครัดเลยก็คือ เรายังสามารถกินเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม หรือไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว ไม่ต้องงดไปเสียทีเดียวค่ะ มันเลยเป็นทางเลือกที่รู้สึกผ่อนคลาย ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ใครที่ยังติดรสชาติเนื้อสัตว์อยู่ก็ปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ นักโภชนาการชื่อดังอย่าง Dawn Jackson Blatner ที่เป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Flexitarian Diet เล่มแรก ถึงกับบอกว่าเราเรียกมันว่า “เกือบจะมังสวิรัติ” ก็ยังได้เลยนะคะ

ถาม: อยากลองเริ่มต้น Flexitarian Diet ดูบ้าง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี แล้วอาหารไทยๆ ของเราจะปรับเข้ากับแนวทางนี้ได้ไหมคะ?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้เจอเยอะมากเลยค่ะเพื่อนๆ! จากประสบการณ์ตรงของฉันนะคะ การเริ่มต้น Flexitarian Diet ไม่ต้องรีบร้อนหรือหักดิบตัวเองเลยค่ะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีที่สุด โดยเริ่มต้นง่ายๆ เลยคือ การค่อยๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อลง แล้วเพิ่มสัดส่วนผักผลไม้ให้มากขึ้นแทนค่ะ เช่น ถ้าปกติเรากินข้าวกับกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก ลองเปลี่ยนเป็นผักครึ่งหนึ่ง เนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง หรือบางมื้ออาจจะลองงดเนื้อสัตว์ไปเลยก็ได้ค่ะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าสำหรับคนเริ่มต้น อาจจะลองงดเนื้อสัตว์สัก 6-8 มื้อต่อสัปดาห์ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนมื้อที่ไม่มีเนื้อสัตว์ขึ้นไปเรื่อยๆ พอร่างกายเราเริ่มคุ้นชิน รับรองว่าสบายมากๆ เลยค่ะ ส่วนอาหารไทยน่ะเหรอคะ สบายมากค่ะ!
อาหารไทยหลายอย่างเน้นผักอยู่แล้ว เช่น แกงเลียง ต้มยำน้ำใส แกงส้ม แกงเขียวหวานเจ ผัดผักรวม หรือจะลองเมนูฟิวชั่นเก๋ๆ อย่างสลัดแสร้งว่าลาบเหนือก็ได้ค่ะ แค่เราปรับเปลี่ยนโปรตีนจากเนื้อสัตว์มาใช้โปรตีนจากพืชอย่างเต้าหู้ เห็ด หรือถั่วแทน เช่น ทำผัดเต้าหู้ใส่ถั่วงอก หรือข้าวกล้องผัดผัก ก็อร่อยได้สุขภาพแล้วค่ะ ส่วนน้ำพริกผักสดนี่เข้ากันสุดๆ เลยนะคะ!
ที่สำคัญคือพยายามลดอาหารแปรรูป และรสจัดๆ ที่มีน้ำตาลเยอะๆ ด้วย เท่านี้ก็ถือว่าก้าวแรกที่ยอดเยี่ยมแล้วค่ะ

ถาม: นอกจากสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว การกินแบบ Flexitarian Diet ยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้างคะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะนี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์ของ Flexitarian Diet ที่ทำให้ฉันประทับใจมาก! นอกจากที่ร่างกายเราจะได้รับไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระจากผักผลไม้เต็มๆ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีมากๆ แล้วนะคะ สิ่งที่เราทำยังส่งผลดีต่อโลกของเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะเพื่อนๆ!
การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง หมายถึงเราได้ช่วยลดภาระให้กับสิ่งแวดล้อมโดยตรงเลยค่ะ เพราะอุตสาหกรรมการปศุสัตว์นี่แหละค่ะที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญมาก แถมยังต้องใช้ทรัพยากรทั้งน้ำและพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์จำนวนมหาศาลเลยนะคะ พอเราเลือกกินพืชผักมากขึ้น ก็เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อน ลดมลพิษ และส่งเสริมความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ค่ะ รู้สึกดีมากๆ เลยใช่ไหมคะที่เราได้ดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กับการเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกของเราด้วย นี่แหละค่ะคือคุณค่าที่มากกว่าแค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นการสร้างสรรค์วิถีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนจริงๆ ค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement